วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดีลอยท์ฯแนะแผนรับมือวิกฤติการเมืองไทย

ดีลอยท์ฯแนะแผนบริหารรับมือวิกฤติการเมืองไทย เหตุประเมินยากจะยุติเมื่อไหร่ ลูกค้าต่างชาติเริ่มได้รับผลกระทบ รายได้หด บางแห่ปิดกิจการชั่วคราว

ดร.สหนนท์ ตั้งเบ็ญจสิริกุล บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ จำกัด (ดีลอยท์ ประเทศไทย) เขียนบทความ "การบริหารจัดการในภาวะวิกฤติการเมือง" โดยระบุว่า จากการติดตามข่าวสารในสื่อต่างๆ นั้น เราจะพบว่า ชุมนุมทางการเมืองได้กลายเป็นปรากฏการณ์ปกติอันหนึ่ง ได้ส่งผลให้เกิดวิกฤติการเมืองและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในหลายประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทย การชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาลที่มีความตึงเครียดมาตั้งแต่ปลายปี 2556 จนกลายเป็นวิกฤติการเมืองต่อเนื่องจนถึงแบงก์ค็อกชัดดาวน์ (Bangkok Shutdown) เริ่มเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2557 นั้น ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในวงกว้างและยังไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าวิกฤติครั้งนี้จะยุติลงอย่างไรและเมื่อใด หากวิกฤติครั้งนี้ยืดเยื้อและส่อว่าจะมีการใช้ความรุนแรง บริษัทต่างๆ จะประสบกับความยากลำบากทั้งในแง่ของการดำเนิน งานและการบริหารเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับผู้ถือหุ้น

ลูกค้าต่างชาติของดีลอยท์มองว่า วิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจในหลายด้าน อาทิ ระบบโลจิสติกส์และซับพลายเชนเกิดการสะดุด รายได้จากการดำเนินธุรกิจหดตัว บริษัทบางแห่งหยุดดำเนินธุรกิจชั่วคราว ทั้งนี้ ธุรกิจการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง นักท่องเที่ยวต่างประเทศจำนวนมากยกเลิกการเดินทางมาท่องเที่ยวในไทย และยกเลิกการจองห้องพักในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ในส่วนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจก่อสร้างได้รับผลกระทบ คือ ยอดขายที่อยู่อาศัยชะลอตัว และโครงการก่อสร้างเกิดความล้าช้า สำหรับบริษัทญี่ปุ่นที่ประกอบธุรกิจบริการด้านการเงินและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มีความวิตกกังวลว่าถ้าวิกฤติการเมืองครั้งนี้ยืดเยื้อจะกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนญี่ปุ่นอย่างมาก และการลงทุนในโครงการใหม่ๆ จะชะลอตัว

อย่างไรก็ตาม สำหรับบริษัทที่ได้เตรียมความพร้อมรับมือกับวิกฤติด้านต่างๆเป็นอย่างดี มีแนวโน้มที่จะสามารถลดผลกระทบจากวิกฤติการเมืองครั้งนี้ได้ดีและยังอาจแปลงวิกฤติให้เป็นโอกาสได้อีกด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความสามารถในการตอบสนองและฟื้นตัวจากวิกฤติการเมืองได้อย่างรวดเร็วถือเป็นหนึ่งในปัจจัยแห่งความสำเร็จของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ดังนั้น บริษัทควรจะพัฒนาแนวทางรับมือภาวะวิกฤติ (Business Continuity Management) ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และมีแผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง (Business Continuity Plan) เพื่อพร้อมรับวิกฤติการเมืองและวิกฤติด้านอื่นๆ นอกจากนี้แล้ว ผู้บริหารระดับสูงต้องแสดงความเป็นผู้นำและจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็นต่างๆ เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถแก้ไขปัญหาในภาวะวิกฤติได้อย่างทันท่วงที

จากการที่มีผู้ชุมนุมยังคงปักหลักชุมนุมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครอย่างต่อเนื่อง และอาจสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงได้ทุกขณะ บริษัทห้างร้านต่างๆ ควรเตรียมกลยุทธ์รับมือภาวะวิกฤติและแผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องให้พร้อมเสมอ โดยในระยะ 1-2 เดือนนี้ ผู้บริหารระดับสูงควรให้ความสำคัญกับ

· การบริหารทรัพยากรมนุษย์ โดยมีแผนการทำงานของพนักงานในภาวะวิกฤติ เพื่อไม่ให้การบริการลูกค้าเกิดการชะงัก

· การบริหารเงินสดและสภาพคล่อง เพื่อรักษาระดับเงินสดและสภาพคล่อง และความสามารถ ในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับการดำเนินธุรกิจ

· การปรับราคาสินค้า/บริการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม และที่พักอาศัยที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม เพื่อรักษาฐานลูกค้าและประคับประคองรายได้ให้อยู่ในระดับที่อยู่รอดได้

· การลดต้นทุนดำเนินงาน โดยบริษัทควรมีนโยบายการทำงานที่ยืดหยุ่นและสามารถรักษาธุรกิจกับลูกค้าไปพร้อมๆกัน เช่น การให้พนักงานสามารถทำงานจากที่พักอาศัย การประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

· การเคลมประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption Claim หรือ BIC) ในกรณีที่บริษัททำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักไว้แล้ว บริษัทต้องตรวจสอบว่าสัญญาจะชดเชยค่าเสียหายอันเนื่องมาจากธุรกิจหยุดชะงักในกรณีใดบ้าง และต้องเข้าใจขั้นตอนการเคลมประกันภัยครั้งนี้ซึ่งอาจแตกต่างจากการเคลมประกันภัยหลังจากวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554

· การปรับแผนการขายและแผนปฏิบัติการ เพื่อให้ทันต่อสถานการณ์และสามารถจัดสรรทรัพยากร เพื่อสนับสนุนงานขายและปฏิบัติการได้อย่างเหมาะสม

· การปรับลดประมาณการผลกำไร คณะผู้บริหารระดับสูงต้องพิจารณาทบทวนเป้าหมายทางการเงิน และปรับประมาณการผลกำไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์เพื่อให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น

กรณีที่วิกฤติการเมืองไทยเกิดยืดเยื้อถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2557 บริษัทต่างๆ ควรเตรียมแนวทางรับมือวิกฤติ และแผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องในระยะยาว เพื่อสร้างระบบการทำงานใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่ปกติ ตัวอย่างของแผนงานในระยะยาว เช่น การรักษาฐานลูกค้า ปรับนโยบายจัดซื้อจัดจ้าง /เจ้าหนี้การค้า ปรับห่วงโซ่อุปทาน ปรับโครงสร้างเงินทุนของกิจการ พิจารณาความเป็นไปได้ในการซื้อและควบรวมกิจการ ปรับโครงสร้างองค์กร การสื่อสารแนวทางและแผนการรับมือวิกฤติให้ผู้ถือหุ้นรับทราบ (บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ควรให้ความสำคัญ) เป็นต้น

ถึงแม้ว่าบริษัทได้สร้างแนวทางรับมือวิกฤติและมีแผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง และได้ทำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรายังคงต้องพิจารณาประเด็นคำถามที่ท้าทาย ดังนี้

· ผู้บริหารระดับสูงได้กำหนดแนวทางกำกับดูแลกิจการในกรณีที่เกิดวิกฤติการเมืองและวิกฤติอื่นๆ อย่างชัดเจนหรือไม่

· ผู้บริหารระดับสูงได้กำหนดให้พนักงานทุกคนซ้อมแผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องอยู่เป็นประจำหรือไม่

· ผู้บริหารระดับสูงจัดสรรทรัพยากรและเงินลงทุนเพื่อสนับสนุนกลยุทธ์รับมือวิกฤติและแผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องอย่างเพียงพอหรือไม่

กล่าวได้ว่า ประเด็นเหล่านี้สะท้อนถึงคุณภาพและขีดความสามารถในการรับมือกับเหตุการณ์วิกฤติต่างๆ ของบริษัทในภาพรวม

โดยสรุป ผู้บริหารระดับสูงต้องกำหนดแนวทางรับมือภาวะวิกฤติทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และต้องมี แผนการดำเนินธุรกิจต่อเนื่องที่มีส่วนช่วยให้บริษัทสามารถจัดสรรทรัพยากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานที่มี ความสำคัญต่อการอยู่รอดของบริษัทเพื่อประคับประคองธุรกิจและรักษาผลประโยชน์ให้แก่ผู้ถือหุ้นในภาวะวิกฤติการเมืองไทยครั้งนี้