รับมือภาวะธุรกิจขาลงได้ดีกว่าคาด แต่ยังไม่น่าไว้ใจ
กำไรหดตัวน้อยกว่าอุตสาหกรรม
STANLY รายงานผลประกอบการงวด 3Q57 (ต.ค.-ธ.ค. 56) ด้วยกำไรสุทธิ 335 ล้านบาท แม้ว่ากำไรจะหดตัวลงแต่ถือว่าเป็นระดับที่ดีกว่ายอดผลิตรถยนต์ทำให้กำไรออกมาดีกว่าที่เราคาด เนื่องจากมียอดขายสินค้าโมเดลใหม่ (Isuzu Mu-X) เข้ามาช่วยชดเชยการหดตัวของโมเดลเดิมทำให้ยอดขายรวมลดลง 16% YoY และ 5% QoQ นอกจากนี้ ประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่สูงขึ้นทำให้อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น อีกทั้งการบริหารและควบคุมค่าใช้จ่ายที่ลดลงทำให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานดีขึ้นเป็น 15% รวมงวด 9M57 STANLY มีกำไร 1,086 ล้านบาท ลดลง 4% YoY และคิดเป็น 77% ของประมาณการทั้งปีเราจึงยังคงประมาณการเดิม
ฐานะทางการเงินแกร่งไม่มีหนี้ที่มีดอกเบี้ย
ณ สิ้นงวด 3Q57 มีเงินสดและเงินลงทุนระยะสั้นกว่า 2.4 พันล้านบาท คิดเป็น 20% ของสินทรัพย์รวม ไม่มีหนี้สินที่มีดอกเบี้ย และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ที่เพียง 0.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม Auto อยู่ที่ 0.6 เท่า ทำให้คาดว่าจะยังสามารถจ่ายเงินปันผลได้ตามนโยบาย (>30% ของกำไร) ในช่วงที่อุตฯ หดตัว
แต่...สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ยังไม่น่าไว้ใจ
แม้ STANLY จะรับมือการหดตัวของอุตฯ ยานยนต์ได้ดีกว่าคาด และดูเหมือนว่าสถานการณ์ยอดผลิตรถยนต์ที่ค้างสต็อกในปี 2556 จะคลี่คลายลง ช่วง 5 เดือนสุดท้ายของปี 2556 ยอดผลิตรถยนต์ต่ำกว่ายอดขายถึง 7 หมื่นคัน แต่อย่างไรก็ตาม สถานการณ์อุตฯ ยานยนต์ไทยยังไม่น่าไว้วางใจ เนื่องจากมีความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงใหม่เข้ามากดดันตลาดรถยนต์ภายในประเทศ (ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคหดตัวลงต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี 2556 และต่ำที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554) กอปรกับความต้องการซื้อรถยนต์ที่ถูกดึงไปใช้ล่วงหน้าในปี 2556 แล้ว ทำให้มีความเป็นไปได้ว่ายอดผลิตรถยนต์ในช่วงต้นปี 2557 จะยังคงหดตัวต่อเนื่องจากปลายปีที่แล้ว และทำให้กำไรงวด 4Q56 (ม.ค.-มี.ค. 57) ของ STANLY จะยังคงหดตัวต่อเนื่อง 24% YoY และ 3% QoQ
ราคาหุ้นยังไม่ถูก คงคำแนะนำ “ขาย”
แม้ว่า STANLY จะมีปัจจัยหนุนจากเงินประกันส่วนที่เหลือที่คาดว่าจะรับรู้ใน 4Q56 ทำให้หุ้นยังซื้อขายกันที่ P/E ที่ 13 เท่า และ P/BV 1.4 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม Auto ที่เราศึกษา (P/E 11 เท่า และ P/BV Ratio 1.1 เท่า) และสูงกว่ามูลค่าเหมาะสมที่เราประเมินที่ 182 บาท (P/E Ratio 10 เท่า) ซึ่งเรามองว่ารายการดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยบวกระยะสั้น (และเรายังไม่รวมในประมาณการ) ในขณะที่ภาคการผลิตยานยนต์ไทยยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัวและมีความเสี่ยงที่จะหดตัวมากกว่าคาด เราจึงยังคงคำแนะนำ “ขาย”






