วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บจ.ปรับตัวชะลอลงทุน-ลดก่อหนี้

"ทริสเรทติ้ง"ชี้การเมืองยังไม่กระทบเครดิตเรทติ้งเอกชน เหตุโครงสร้างฐานการเงินแข็งแกร่ง แถมหลายรายปรับตัวชะลอลงทุน ลดการก่อหนี้

นายสันติ กีระนันทน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ปัญหาความขัดแย้งและการชุมนุมทางการเมือง ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ หรือ เครดิตเรทติ้ง ของบริษัทเอกชนไทย เพราะส่วนใหญ่โครงสร้างเงินทุนแข็งแกร่ง เนื่องจากได้สะสมความแข็งแรงมาต่อเนื่องในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา อันดับเครดิตส่วนใหญ่อยู่ในระดับ A- จากที่เคยอยู่ในระดับ BBB+ เป็นผลจากภาคเอกชนมีการลงทุนอย่างรอบคอบ ก่อหนี้ไม่สูง มีผู้ประกอบการเพียงน้อยรายที่กู้ยืมเงินเพื่อลงทุนขยายกิจการในเชิงรุก หรือ Aggressive และหากมีการกู้จำนวนมาก ก็จะมีแผนเพิ่มทุนเพื่อลดสัดส่วนหนี้เสมอ

"ภาคเอกชนมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ ทุกคนระมัดระวังตัว ไม่ Aggressive ในการขยายการลงทุน บางรายอาจจะชะลอแผนการลงทุน ไม่ผลีผลามเพื่อขอรอดูสถานการณ์ ทำให้ไม่ต้องรับภาระหนี้สินจำนวนมาก แล้วหาโอกาสที่จะสร้างรายได้เพิ่ม"

การเมืองกระทบกลุ่มโรงแรมหนักสุด

อย่างไรก็ตามปัญหาทางการเมืองที่เริ่มรุนแรง จนมีผู้เสียชีวิต และรัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) จะกระทบกับผลการดำเนินงานของหลายกลุ่มอุตสาหกรรมในระยะสั้นและระยะกลาง โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวกับการขนส่ง โลจิสติกส์ กลุ่มที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทั้งกิจการโรงแรม และผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) ที่เกี่ยวเนื่อง เพราะขณะนี้กว่า 40 ประเทศได้มีการยกระดับการเตือนห้ามการเดินทางเข้าประเทศไทย หลังจากที่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งในสายตาของต่างชาติมองว่าสถานการณ์น่าจะรุนแรง จึงเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของนักเดินทาง

ในส่วนของกลุ่มโรงแรมที่เป็นลูกค้าของบริษัท มี 3 รายที่น่าจะเป็นตัวแทนทั้งกลุ่มอุตสาหกรรมได้ คือ บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) และบริษัท ดุสิตธานี (DTC) ซึ่งทั้ง 3 บริษัทล้วนมีโรงแรมที่ตั้งอยู่ใจกลางจุดชุมนุม โดยเซ็นทรัล มี 2 แห่ง คือ ที่ลาดพร้าว และราชประสงค์ ไมเนอร์ฯมีอยู่ที่ราชประสงค์ ส่วนดุสิตธานีอยู่ที่สีลม ซึ่งประเมินว่ารายที่กระทบน้อยที่สุด คือไมเนอร์ เพราะกิจการโรงแรมในกรุงเทพฯ คิดเป็นสัดส่วนเพียง 7% ของสินทรัพย์รวม ส่วนโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา คิดเป็นสัดส่วน 15% ขณะที่ดุสิตธานีได้รับผลกระทบมาก เพราะมีสินทรัพย์ในกรุงเทพฯคิดเป็นสัดส่วนถึง 22%

เรทติ้งไม่กระทบหากลากยาวไม่เกินกลางปี

"แม้ว่าโรงแรมดุสิตจะได้รับผลกระทบมาก แต่ก็มีความอดทนมาก ในการดูแลพนักงานไว้เต็มที่ แม้ว่าอาจจะมีการลดโอทีบ้างในระยะสั้น แต่ก็ยังไม่เห็นการปลดพนักงาน ถ้าเหตุการณ์ไม่ลากยาวไปเกินกว่าที่เอกชนคาดการณ์ ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งสมมุติฐานไว้ที่ครึ่งปี หรือกลางปีนี้ เพราะโดยส่วนใหญ่เมื่อเหตุการณ์ปกติ อุตสาหกรรมนี้จะฟื้นตัวเร็ว ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะกระทบผลการดำเนินงาน แต่ไม่ได้กระทบพื้นฐานธุรกิจ เป็นเพียงปัจจัยระยะสั้น ไม่กระทบเครดิตเรทติ้ง ดังนั้นอันดับเครดิตจึงไม่มีการปรับเปลี่ยน หากเหตุการณ์ไม่เกินเลยกว่าที่คาดการณ์"นายสันติกล่าว

ส่วนบริษัท การบินไทย (THAI) ซึ่งในปีที่ผ่านมา ได้มีการปรับมุมมองเป็นลบนั้น เพราะผลประกอบการได้ลดลงไปมากกว่าที่คาดการณ์ ทั้งๆ ไม่ได้อยู่ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นลบมากนัก ราคาน้ำมันไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงมาก น่าจะอยู่ในภาวะที่บริหารจัดการได้ และเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ไม่ได้ย่ำแย่ ปัญหาจึงน่าจะอยู่ที่การบริการจัดการ มุมมองที่มีการปรับเปลี่ยนนั้น อยู่บนความคาดหวังว่าปัญหาจะมีการแก้ไขได้

ก่อสร้างแข็งแกร่ง-อสังหาฯเสี่ยงลูกค้าทิ้งจอง

เขากล่าวต่อว่า ในส่วนของอุตสาหกรรมการก่อสร้างนั้น ยังไม่น่าเป็นห่วง โดยในภาคการก่อสร้างระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น บริษัท ช.การช่าง (CK) บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) แม้จะมีความไม่สงบทางการเมือง ก็สามารถอยู่ได้ในระยะ 2-3 ปีอย่างไม่มีปัญหา จากปริมาณงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (แบ็คล็อก) จำนวนมาก สำหรับบริษัทที่ไม่ได้อยู่ในภาคการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น บริษัท ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น (SYNTEC) พบว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ดีมานด์ในการก่อสร้างมีมากกว่าซัพพลาย ทำให้มีการล็อกสัญญาไว้ยาว 2-3 ปี ผู้ประกอบการจึงมีงานทำแน่นอน

ทั้งนี้กลุ่มที่อาจจะได้รับผลกระทบคือ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพราะผู้บริโภคขาดความมั่นใจ เห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่จำนวนการเข้าชมโครงการก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ยอดขายเห็นการหดตัว หรือขยายตัวน้อยลง อย่างไรก็ตามผลกระทบต่อผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จะแตกต่างกัน กลุ่มที่ให้ลูกค้าวางมัดจำไว้สูง อาจจะไม่มีปัญหาลูกค้าทิ้งมัดจำ แต่หากลูกค้าวางมัดจำต่ำ อาจจะมีปัญหาในส่วนนี้ได้ ประกอบกับปัจจุบันธนาคารพาณิชย์เองก็ระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น

สำหรับกลุ่มอาหารนั้น ในปีนี้ธุรกิจน่าจะฟื้นตัว หลังจากในปีที่ผ่านมาค่อนข้างแย่ และคาดหวังว่าจะเป็นปีที่ต่ำสุดแล้ว โดยกลุ่มอาหารรายใหญ่ จะเป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เพราะมีการส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งนอกจากกลุ่มส่งออกจะได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวแล้ว ยังได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่าลง ซึ่งจะเริ่มเห็นผลในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้

เผยปี56 เรทติ้งเอกชนเปลี่ยนแปลงสูง

อย่างไรก็ตามอันดับเครดิตเรทติ้งภาคเอกชนในปี 2556 มีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าปีก่อนหน้า ทั้งการปรับเพิ่มอันดับเครดิต และการปรับลดอันดับเครดิตเรทติ้ง โดยมีการเปลี่ยนแปลงประมาณ 15.3 % จากปีก่อนหน้าที่มีการเปลี่ยนแปลง 8.7 % มีบริษัทที่ได้เพิ่มอันดับเครดิตเรทติ้ง 12 ราย และลดอันดับเครดิตเรทติ้ง 8 ราย เนื่องจากผู้ประกอบการมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในทางที่ดีขึ้น หรืออ่อนแอลง แตกต่างไปจากที่คาดการณ์