วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธีระชัย-แบงก์ฟันธงกู้โปะจำนำเสี่ยงผิดกม.

"ธีระชัย-นักการเงิน"ฟันธง! ผ่าน"กรุงเทพธุรกิจทีวี" คลังกู้โปะจำนำข้าว 1.3 แสนล้านบาท เสี่ยงผิดกฎหมาย

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง วิเคราะห์แนวทางการกู้เงินของกระทรวงการคลัง วงเงิน 1.3 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้จ่ายหนี้ให้แก่ชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว ร่วมกับ นายศิวัสน์ เหลืองสมบูรณ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยการเงินการธนาคาร บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด พร้อม นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์ หัวข้อ ใช้เงินอนาคตจ่ายหนี้จำนำข้าว ในรายการ Business Talk ทาง กรุงเทพธุรกิจทีวี

ธีระชัย ชี้ว่า ปัญหาของรัฐบาลในการกู้เงินมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนั้น เป็นเพราะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ได้จัดกระบวนการกู้เงินไว้ก่อนยุบสภา ทำให้ติดล็อกกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ห้ามรัฐบาลรักษาการสร้างภาระผูกพันไปถึงรัฐบาลใหม่ และห้ามดำเนินการที่จะมีผลต่อการเลือกตั้ง ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้พยายามดำเนินการกู้เงิน ได้แก่ การเชิญธนาคารพาณิชย์มาประมูลปล่อยกู้ จึงมีความเสี่ยง 2 ประเด็นข้างต้น

"ความเห็นของ สำนักงานกฤษฎีกา ที่ให้ครม.สามารถดำเนินการกู้เงินได้นั้น ต้องเป็นความเห็นจากคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เป็นองค์คณะไม่ใช่ความเห็นของเลขาธิการสำนักงานกฤษฎีกา ซึ่งพิจารณาในทางแคบเกินไป โดยพิจารณาว่าวงเงินที่ใช้ในโครงการรับจำนำไม่เพิ่ม และโครงการรับจำนำเป็นโครงการเดิมจึงได้ให้ความเห็นว่าสามารถดำเนินการกู้เงินได้และไม่ผิดกฎหมาย แต่จริงๆ แล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การโยกเงินจากโครงการในอนาคต ซึ่งเป็นโครงการที่มีการรองรับเงินกู้ไว้ในกฎหมาย 2 ล้านล้านบาท และเป็นโครงการด้านคมนาคม"

โดยเมื่อโอนมาเป็นโครงการรับจำนำข้าว สามารถพิจารณาได้ว่า เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ได้ไปให้การกับศาลรัฐธรรมนูญอธิบายรายละเอียดเรื่องร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านว่า เป็นเรื่องสำคัญและมีประโยชน์ต่อประเทศ แต่เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. กลับโอนเงินกู้จากโครงการคมนาคม มาเป็นโครงการจำนำข้าว ถือว่ามีความขัดแย้งกันในตัวเอง และเป็นการโอนเงินในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน รวมทั้งผูกมัดรัฐบาลใหม่ ตลอดจนกรณีที่รัฐบาลใหม่เห็นว่าควรทำโครงการคมนาคมก็ทำไม่ได้ เนื่องจากวงเงินกู้ที่เตรียมไว้ไม่มี

ธีระชัย ยังบอกว่า ธนาคารพาณิชย์ที่จะปล่อยกู้ให้กับรัฐบาล คงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ จาก 2 ปัจจัยเสี่ยง คือ 1.ความเสี่ยงด้านกฎหมาย เนื่องจากกระบวนการกู้จะผิดกฎหมายหรือไม่ หากปรากฏว่าธนาคารพาณิชย์ใดปล่อยกู้ไปแล้ว และในที่สุดรัฐบาลใหม่ระบุว่าผิดกฎหมาย จะส่งผลกระทบต่อธนาคารพาณิชย์แน่นอน แม้จะมีความเห็นกฤษฎีกาไว้ ก็ช่วยไม่ได้ 2.ความเสี่ยงต่อผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ เพราะหากว่าเกิดปัญหา ผู้บริหารต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นโดยตรง หากพิจารณาไม่รอบคอบ และมีการเตือนแล้ว แต่ยังพยายามเดินหน้า และ 3.ความเสี่ยงทางการเมือง หากดำเนินการไปแล้ว อาจถูกมองว่าช่วยเหลือพรรคใดพรรคหนึ่ง จะทำให้ภาพลักษณ์ของธนาคาร ถูกมองว่านำธุรกิจไปโยงกับการเมือง หรืออาจทำให้ผู้ฝากเงินไม่มั่นใจ และแห่ถอนเงินออก จะเกิดความเสี่ยงต่อสภาพคล่องของธนาคารพาณิชย์นั้นๆ

ศิวัสน์ บอกว่า ขั้นตอนปกติการกู้เงินจากธนาคารพาณิชย์ ไม่ว่ารัฐบาลหรือเอกชนทั่วไป การพิจารณาดูว่าปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ หรือผู้กู้มีสิทธิกู้หรือไม่ ซึ่งกรณีของรัฐบาลครั้งนี้ มีความเสี่ยงที่กฎหมายรับรองยังไม่แน่ชัด ซึ่งความเสี่ยงด้านกฎหมายจึงไม่ควรมองข้าม เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไม่อยู่ในวิสัยที่จะชี้ขาด แม้สำนักงานกฤษฎีกาจะตีความว่าดำเนินการได้ แต่ความเห็นของกฤษฎีกาไม่ผูกพันกับอำนาจตุลาการ ดังนั้น ความไม่แน่นอนของกฎหมาย จึงเป็นความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งปกติธนาคารจะพิจารณาการปล่อยกู้จากความเสี่ยงด้านกฎหมาย ด้านการชำระหนี้ และผลตอบแทนจากการปล่อยกู้

"ต้องดูว่า สภาพคล่องของธนาคารมีเพียงพอหรือไม่ เครดิตไลน์ที่เคยให้ ยังมีเหลือหรือไม่ ที่สำคัญต้องดูว่าผู้กู้จะชำระหนี้ได้ไหม หรือความน่าเชื่อถือของผู้กู้ "

อรรถวิชช์ ชี้ว่า ขั้นตอนการกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาท ของรัฐบาล ด้วยการขอกู้สัปดาห์ละ 2 หมื่นล้านบาท กว่าชาวนาจะได้รับเงินเร็วที่สุด น่าจะเป็นต้นเดือนมี.ค. ซึ่งก็สุ่มเสี่ยงที่จะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 เพราะว่าเป็นภาระผูกพันกับรัฐบาลใหม่ ดังนั้น เมื่อกระทรวงการคลังเชิญธนาคารพาณิชย์มาประมูลปล่อยกู้ จึงไม่มีธนาคารมาร่วม เพราะไม่มั่นใจว่าจะถูกกฎหมาย ฉะนั้น หนทางที่จะช่วยชาวนาให้ได้รับเงินเร็วที่สุดคือ การขายข้าวในโกดังรัฐบาลออกมา ซึ่งจะทำให้ชาวนาได้เงินภายใน 7 วันเท่านั้น แต่ก็ติดขัดว่าปริมาณสต็อกข้าวในโกดัง กับเอกสารจำนวนข้าวไม่ตรงกัน ทำให้รัฐบาลไม่กล้าเปิดประมูลขายข้าว เพราะไม่อยากเปิดข้อมูลขยะที่ซุกไว้ แต่กลับเลือกกู้เงินมาจ่ายให้แก่ชาวนา

"เชื่อว่า การเปิดโกดังอาจจะมีปัญหาเรื่องคุณภาพข้าว และสต็อกไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เมื่อจะขอกู้เงินเพิ่มอีก จะเท่ากับงูพันหลัก สุดท้ายแล้ว จะเกิดปัญหาเผาโกดังอีก"