บอร์ดกสท.ประกาศรับรองผลผู้ชนะประมูลทีวีดิจิทัล 24 ช่อง "ทุกราย" กำหนดมอบใบอนุญาตและออกอากาศ ก.พ.-มี.ค.นี้ ครึ่งปีแรกส่งสัญญาณ 11 จังหวัด
พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เปิดเผยว่าวานนี้ (6 ม.ค.) บอร์ด กสท. พิจารณารับรองผลผู้ชนะการประมูลโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดิน (ทีวีดิจิทัล) ซึ่งสำนักงาน กสทช.จัดประมูลในวันที่ 26-27 ธ.ค. ที่ผ่านมา ใน 4 ประเภท คือ เอชดี 7 ช่อง ,วาไรตี้ เอสดี 7 ช่อง ,ข่าว 7 ช่อง และเด็ก 3 ช่อง รวม 24 ช่อง รวมมูลค่าประมูล 50,862 ล้านบาท
ทั้งนี้ มีผู้ชนะประมูลจำนวน 17 ราย รวม 24 ช่อง โดย บอร์ด กสท. รับรองผล "ผู้ชนะประมูลทุกราย" ผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณาเป็นผู้ได้รับใบอนุญาต ประกอบด้วย เอชดี 7 ช่อง คือ ช่อง3 ,บางกอก มีเดียฯ (กลุ่มปราสาททองโอสถ) , ช่อง7 , ไทยรัฐทีวี ,อสมท, อมรินทร์ทีวี และจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่
วาไรตี้ เอสดี 7 ช่อง ประกอบด้วย เวิร์คพอยท์ ,ทรู ,จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ,ช่อง3 , อาร์เอส, โมโน กรุ๊ป , และเครือเนชั่น
ช่องข่าว 7 ช่อง ประกอบด้วย เครือเนชั่น , วอยซ์ทีวี ,ทีวีพูล ,สปริงนิวส์ , ทรู ทีเอ็นเอ็น , เดลินิวส์ทีวี และ 3เอ.มาร์เก็ตติ้ง
และช่องเด็ก 3 ช่อง ประกอบด้วย ช่อง 3 , อสมท และ ทีวีพูล หลังจาก บอร์ด กสท.รับรองผลประมูลในวันนี้ ถือว่าสิ้นสุดช่วง silent period ของผู้ชนะประมูล
พ.อ.นที กล่าวอีกว่าขั้นตอนหลังจากนี้ สำนักงาน กสทช. จะส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการให้ผู้ชนะประมูลภายใน 1-3 วัน หรือระหว่างวันที่ 6-9 ม.ค.นี้ พร้อมทั้งกำหนดให้ชนะประมูลมาเลือก "ลำดับเลขช่อง" ประกอบด้วย ลำดับ ที่ 13-15 ช่องเด็ก , ลำดับที่ 16-22 ช่องข่าว ,ลำดับที่ 23-29 ช่องวาไรตี้ เอสดี และ ลำดับที่ 30-36 ช่องเอชดี โดยการเลือกลำดับช่อง ผู้ชนะการประมูลที่เสนอราคาสูงสุดในแต่ละหมวดหมู่ จะได้สิทธิในการเลือกลำดับช่องก่อน ตามด้วยผู้ชนะประมูลในลำดับถัดไป
จากนั้นในภายในเดือน ก.พ.นี้ กำหนดขั้นตอนและเอกสารในการรับใบอนุญาต โดยผู้ชนะประมูลต้องดำเนินตามขั้นตอนสำคัญ คือ การจ่ายเงินค่าใบอนุญาต 2 ส่วน คือ สัดส่วน 50% ของมูลค่าราคาขั้นต้นประมูล และอีก 10% ของราคาส่วนเกินประมูล พร้อมแจ้งชื่อโครงข่าย (mux) ที่ผู้ชนะประมูลเลือกเช่าใช้บริการส่งสัญญาณ ประกอบไปด้วย อสมท ,ไทยพีบีเอส ,กองทัพ(ช่อง5) และกรมประชาสัมพันธ์ (ช่อง11)
ในเดือน มี.ค. กำหนดมอบใบอนุญาต ทีวีดิจิทัล ทั้ง 24 ช่อง และดำเนินการออกอากาศในช่องทางเคเบิลทีวี และจานรับสัญญาณดาวเทียม ตามหลักเกณฑ์มัสต์ แคร์รี่ ซึ่งเข้าถึงฐานผู้ชมทีวี 60% ในปัจจุบัน
หลังจากนั้นในวันที่ 1 เม.ย. 57 โครงข่ายทีวีดิจิทัล (Mux) จะเริ่มส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดิน (เสาก้างปลา) 4 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ นครราชสีมา , เชียงใหม่ และสงขลา ในวันที่ 1 พ.ค.57 ขยายพื้นที่เพิ่มอีก 3 จังหวัด คือ อุบลราชธานี ,สุราษฎร์ธานี และระยอง และในวันที่ 1 มิ.ย.57 ส่งสัญญาณเพิ่มอีก 4 จังหวัด คือ สิงห์บุรี ,สุโขทัย ,ขอนแก่น และอุดรธานี รวมครึ่งปีแรกโครงข่ายภาคพื้นดินส่งสัญญาณ ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด กว่า 50% หรือ 10 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ โดย กสทช.จะเริ่มจัดสรร "คูปองส่วนลด" ในพื้นที่ 11 จังหวัดที่มีการส่งสัญญาณทีวีดิจิทัล เป็นลำดับแรก
อย่างไรก็ตามประเมินการลงทุนทั้งผู้ประกอบการ เจ้าของใบอนุญาต , โครงข่าย ,คอนเทนท์ โปรวายเดอร์ รวมทั้งอุตสาหรรมเครื่องรับทั้งจอทีวีและกล่องรับสัญญาณ (set top box) ในยุคทีวีดิจิทัลจะมีมูลค่ากว่า "แสนล้านบาท" อีกทั้งยังผลักดันให้อุตสาหรรมโฆษณาผ่านสื่อทีวีมูลค่า 8 หมื่นล้านบาทต่อปี เติบโตต่อเนื่องนับจากนี้









