วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์แห่สำรองรับมือเศรษฐกิจฟุบ

แบงก์พาณิชย์ลุยตั้งสำรองหนี้เพิ่ม ดันสัดส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพพุ่ง เผยธนาคารกรุงเทพ นำโด่ง 214% ธปท.ชี้ผลจากกำไรดีขึ้น

จากการสำรวจการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทยในช่วงปี 2556 ที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย มีการตั้งสำรองหนี้ในส่วนนี้เพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก โดยธนาคารพาณิชย์ที่มีอัตราส่วนสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพสูงสุด ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ โดยในปี 2556 ธนาคารกรุงเทพ อัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 214.2% เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ระดับ 206.9%

รองลงมาได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ โดยมีอัตราส่วน ณ สิ้นปี 2556 อยู่ที่ 150.8% เพิ่มขึ้นจากปี 2555 ที่อยู่ระดับ 144.8% อันดับ 3 ได้แก่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีอัตราส่วน ณ สิ้นปี 2556 อยู่ที่ 141.7% ลดลงจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 146.2%

ส่วนอันดับ 4 ได้แก่ ธนาคารทหารไทย มีอัตราส่วน ณ สิ้นปี 2556 ที่ 140% เทียบกับปีก่อนหน้าที่ 113% และ อันดับ 5 ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย มีอัตราส่วนปี 2556 ที่ 150.8% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 144.8%

นายอานุภาพ คูวินิชกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สาเหตุที่ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่กันสำรองหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก ส่วนหนึ่งเป็นผลจากผลประกอบการของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ปรับตัวดีขึ้น จึงได้แบ่งกำไรส่วนหนึ่งสำรองไว้เผื่ออนาคตในกรณีที่เศรษฐกิจเกิดชะลอตัว แล้วทำให้โอกาสในการเกิดหนี้สงสัยจะสูญ (เอ็นอีแอล) เพิ่มขึ้น

“ที่ผ่านมาเขาพยายามกันเผื่อเอาไว้ ถ้าดูในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา อัตราการสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ ของแบงก์พาณิชย์ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจเพราะเป็นช่วงที่แบงก์เองมีกำไรดี จึงสามารถแบ่งเงินกำไรส่วนหนึ่งมารองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต โดยหลายๆ แบงก์เองก็ทำเช่นนี้ เพราะการกันสำรองเพิ่มในช่วงนี้ไม่กระทบต่อการจ่ายปันผลด้วย”นายอานุภาพกล่าว

เขากล่าวด้วยว่า ในส่วนของ ธปท. เองก็สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์มีการกันสำรองที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผลประกอบการออกมาดี เพราะระดับการสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเป็นกันชนให้กับธนาคารพาณิชย์ในยามที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอลง ซึ่งถือเป็นการดำเนินนโยบายโดยยึดหลักอนุรักษนิยม

ส่วนแนวโน้มในปีนี้จะมีการกันสำรองเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น เขากล่าวว่า คงต้องขึ้นกับแนวโน้มผลประกอบการและมุมมองที่มีต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยของธนาคารพาณิชย์เองด้วย

สำหรับกรณีที่ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้แสดงความเป็นห่วงฐานะการเงินของธนาคารพาณิชย์ไทยจากผลกระทบของสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองนั้น นายอานุภาพ กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติเมื่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอลง บริษัทซึ่งทำหน้าที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือ (เรทติ้งส์ เอเจนซี่ส์) จะแสดงความเป็นห่วงถึงผลกระทบที่อาจมีต่อธนาคารพาณิชย์

อย่างไรก็ตามในส่วนของ ธปท. เองมีความเห็นว่า ฐานะการเงินของธนาคารพาณิชย์ไทยยังคงมีความแข็งแกร่ง ขณะที่สัญญาณเอ็นพีแอลก็ไม่ได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญอะไร

"ฐานะของแบงก์พาณิชย์ที่เราดู ณ ตอนนี้ถือว่ายังสบายใจได้อยู่ คือ แบงก์พาณิชย์เรามีการเตรียมตัวเพื่อรองรับกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างดี และจะเห็นว่าผลประกอบการรอบปีที่ผ่านมาของแบงก์เองก็ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง"นายอานุภาพกล่าว

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า ปี 2556 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ธนาคารมีผลประกอบการดี แต่ก็อาจเป็นปีที่ดีปีสุดท้ายในรอบหลายปีสำหรับกลุ่มธนาคาร ถึงแม้กำไรสุทธิของกลุ่มจะโตถึง 26.6% ในปี 2556 แต่กำไรสุทธิในไตรมาสที่ 4 ปี 2556 กลับลดลง 6.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

ประกอบกับอยู่ในช่วงเริ่มต้นของสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง สินเชื่อชะลอตัวตลอดทั้งปีแต่เร่งตัวขึ้นในไตรมาสที่ 4 ปี 2556 จากอุปสงค์สินเชื่อตามฤดูกาลเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในเดือนธ.ค. ในขณะที่สินเชื่อกลุ่มอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินเชื่อรายย่อยยังซึมอยู่

ทั้งนี้ ทุกธนาคารมีการตั้งสำรองในระดับที่สูง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพสินเชื่อที่แย่ลง และมุมมองที่ระมัดระวังของธนาคารต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อและสถานการณ์ทางการเมือง ทางบล.เคจีไอจึงยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารต่ำกว่าตลาด