"เกษตรไทย"ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่สุดของเมืองไทย พร้อมขายหุ้นไอพีโอ 957 ล้านหุ้น ภายในครึ่งแรกปีนี้ รอการเมืองคลี่คลาย
นายประพันธ์ ศิริวิริยะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทเกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น (KTIS) บริษัทดำเนินธุรกิจผลิตน้ำตาลรายใหญ่สุดของโลกที่มีกำลังการผลิต 5.5 หมื่นตันอ้อยต่อวัน กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทมีความพร้อมที่จะเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไป (ไอพีโอ) จำนวน 957 ล้านหุ้น บริษัทได้แปรสภาพจากบริษัทเป็นบริษัทมหาชน โดยเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 3,274.57 ล้านบาทเป็น 3,888 ล้านบาท ซึ่งบริษัทคาดว่าจะเสนอขายหุ้นไอพีโอได้ภายในครึ่งแรกของปี 2557
"แผนการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์บริษัทมีความที่จะเสนอขายหุ้นแล้ว แต่อยู่ระหว่างรอบรรยากาศการลงทุนมีทิศทางที่ดีขึ้น และควรให้สถานการณ์การเมืองคลี่คลาย ซึ่งคาดว่าจะสามารถขายหุ้นไอพีโอได้ภายในครึ่งแรกของปีนี้ และบริษัทได้ตั้งเป้าหมายว่าจะยกระดับเป็นบริษัทในเซ็ท 50 หลังจากเข้าตลาด โดยบริษัทคาดว่าจะมีมูลค่าตลาดรว ม(มาร์เก็ตแคปมากกว่า 2 หมื่นล้านบาท "
เขากล่าวว่า การจัดสรรหุ้นไอพีโอในครั้งนี้ บริษัทจะจัดสรรให้กับชาวไร่อ้อย ซึ่งเป็นคู่สัญญาของบริษัท โดยอยู่ระหว่างให้บล.กรุงไทย เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายเป็นผู้ดำเนินการพิจารณา ในสัดส่วนที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม กลุ่มตระกูลศิริวิริยะกุล ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จะรักษาสัดส่วนการถือครองหุ้นไว้ที่ระดับ 70% ส่วนกรณีหุ้นที่เข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นอาจจะมีผลกระทบต่อสภาพคล่องการซื้อขายนั้น บริษัทจะปล่อยให้เป็นไปตามกลไกการซื้อขาย
ส่วนวัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้บริษัทมีแผนจะนำเงินไปขยายการลงทุนธุรกิจน้ำตาลและธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งมูลค่าการลงทุนรวมเกือบ 3 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็น การขยายกำลังการผลิตของโรงงานน้ำตาล ปัจจุบันมีกำลังการผลิตประมาณ 50,000 ตันอ้อยต่อวัน บริษัทมีโครงการที่จะขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีกประมาณ 5,000 ตันอ้อยต่อวัน จะใช้เงินลงทุน 740 ล้านบาท การผลิตก๊าซชีวภาพ (Bio Gas) ประมาณ 130 ล้านบาท การสร้างโรงงานปุ๋ยชีวภาพ ประมาณ 50 ล้านบาท โรงไฟฟ้าชีวมวลแห่งใหม่นี้จะมีขนาด 50 เมกะวัตต์ โดยกระแสไฟฟ้าส่วนหนึ่งที่ผลิต ได้จะนำไปใช้ในกระบวนการผลิตน้ำตาลของโรงงานน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ และส่วนที่เหลือจะขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งบริษัทฯ คาดว่าจะขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพิ่มขึ้น 27.3 เมกะวัตต์ ในช่วงฤดูหีบ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนในโครงการทั้งสิ้นประมาณ 960 ล้านบาท
โครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อยโครงการที่สองเพื่อเพิ่มกำลังการขายไฟฟ้าของบริษัทฯ ใช้เงินลงทุนในโครงการทั้งสิ้นประมาณ 960 ล้านบาท ที่เหลือ นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน รวมถึง เพื่อออกหุ้นสามัญเพิ่มทุน ให้กับกลุ่มผู้ถือหุ้นสิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างของกลุ่มบริษัท ซึ่งมีหนี้รวม 2,080 ล้านบาท ซึ่งภายหลังจากเข้าตลาดแล้ว สัดส่วนหนี้สินต่อทุนก็จะลดลงเหลือ 2 เท่า จากเดิม 5-6 เท่า
นอกจากนี้ บริษัทมีแผนจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับพันธมิตรญี่ปุ่น หลังเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นโดยกลุ่มตระกูลศิริวิยะกุลถือหุ้น 70% และมีกลุ่มซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้ค้าน้ำตาลรายใหญ่ของโลก และบริษัท นิชชิน ชูการ์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรีไฟน์ รายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่น เข้าถือหุ้นรวมกันประมาณ 25% ส่งผลให้การถือครองหุ้นในบริษัทเกษตรไทย คิดเป็น 7.5%โดยรายการดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลังเข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว สาเหตุที่ดึงพันธมิตรมาร่วมถือหุ้นเพราะต้องการนำความชำนาญด้านการตลาดและประสบการณ์การเป็นบริษัทเทรดดิ้งชั้นนำของโลก รวมถึงโนฮาวท์ด้านการผลิตมาต่อยอดผลิตภัณฑ์ของบริษัทด้วย
นายประพันธ์กล่าวว่าภาพรวมผลประกอบการของบริษัทมีการเติบโตได้ดี ซึ่งธุรกิจน้ำตาลจะเติบโตตามราคาน้ำตาลในตลาดโลก และปีนี้แนวโน้มราคาน้ำตาลอาจจะทรงตัวอยู่ที่ระดับ 15-19 เซนต์ ถึงแม้ราคาไม่สูงแต่บริษัทยังเติบโตได้ดี เพราะมีต้นทุนที่ต่ำโดยแต่ละปีจะมียอดขายระดับ 2-2.4 หมื่นล้านบาท และจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% มีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจน้ำตาล 80%ของรายได้ ขณะที่ธุรกิจต่อเนื่อง 20% เช่นธุรกิจเอทานอล 8% เยื่อกระดาษ 8.5% พลังงานชีวมวลและรายได้อื่น 3.5% ขณะที่มีอัตรากำไรขั้นต้นธุรกิจน้ำตาล 35%
สัดส่วนลูกค้าของบริษัท โดยธุรกิจน้ำตาล ลูกค้าในประเทศ 30% ต่างประเทศ 70% เป็นไปตามที่กฏหมายกำหนด และบริษัทจะเน้นเฉพาะอุตสาหกรรมเท่านั้น ธุรกิจเอทานอล ขายในประเทศ 55% ต่างประเทศ 45% แต่ในปี 2557 จะเน้นขายในประเทศมากขึ้น ธุรกิจเยื่อกระดาษฟอกขาวจากชานอ้อย ในประเทศ 30% ต่างประเทศ 70% ธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวล 100% ในประเทศ









