วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

โบรกเล็งลดเป้ากำไรบจ.รอบ2

โบรกเกอร์เตรียมปรับลดกำไรบจ.กลุ่มอิงเศรษฐกิจในประเทศอีกรอบ การเมืองยืดเยื้อกระทบผลการดำเนินงาน โดยเฉพาะกลุ่มค้าปลีก

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยว และโรงแรม ที่จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ประกอบกับกำลังซื้อประเทศที่ชะลอตัว ทำให้มีการลดการใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย สำหรับกลุ่มธุรกิจหลักทรัพย์นั้น ได้รับผลกระทบจากปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ (วอลุ่ม) ที่ปรับลดลง อย่างไรก็ตามยังไม่ถึงขั้นลดลงรุนแรง

"การเมืองส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ที่ขาดการขับเคลื่อนจากภาครัฐ ซึ่งหากไม่อยากให้เศรษฐกิจชะลอตัวมาก ภาคเอกชนก็ต้องช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่จะน่าจะมีส่วนช่วยหนุนเศรษฐกิจได้ คือกลุ่มการส่งออก ซึ่งน่าจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า และกลุ่มสื่อสาร ซึ่งไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมือง"

บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์ว่า ตราบใดที่ปัญหาทางการเมืองยังไม่คลี่คลาย กลุ่มผู้ประกอบการในประเทศจะยังคงได้รับผลกระทบต่อเนื่อง ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยอาจจะต้องมีการปรับประมาณการกำไรกลุ่มที่อิงเศรษฐกิจในประเทศลงอีกครั้ง หลังจากที่ได้ปรับลดลงไปแล้วในช่วงต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

โดยผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน ภาคการผลิตที่ทยอยประกาศออกมาแล้ว และที่อยู่ระหว่างการทวนผลไม่ค่อยสดใส โดยพบว่าหลายกลุ่มธุรกิจหดตัวกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาด ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาการเมืองในประเทศที่ก่อนตัวมาตั้งแต่เดือนต.ค.2556 ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ เช่น จำนวนผู้ใช้บริการทางด่วนมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่เดือนพ.ย.-ธ.ค.2556 และต่อเนื่องในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนม.ค.นี้ โดยลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้ากว่า 1.7%,5% และ 7% ตามลำดับ ส่งผลกระทบให้กำไรงวดไตรมาส 4 ของปี 2556 ของบริษัททางด่วนกรุงเทพ หรือบีอีซีแอล (BECL) ลดลง 17% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้กำไรทั้งปีต่ำกว่าประมาณการ 2%

ส่วนในปี 2557 หากปัญหาทางการเมืองยังคงยืดเยื้อต่อในงวดไตรมาส 1 อาจจะต้องปรับลดประมาณรถยนต์ที่ใช้ทางด่วนลงจากเดิมประมาณ 2% และอาจจะต้องปรับลดประมาณการกำไรลง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าทุก 1% ของปริมาณรถยนต์ที่ลดลงจะส่งผลต่อกำไรสุทธิลดลงประมาณ 2% เช่นเดียวกับผู้ประกอบการในกลุ่มค้าปลีก ที่ได้รับผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและบรรยากาศการใช้จ่ายโดยรวมของประเทศ ทำให้ยอดขายสาขาเดิมของกลุ่มค้าปลีกมีแนวโมต่ำกว่าคาด ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการกำไรกลุ่มค้าปลีกปี 2556-2558 ลงจากเดิมอี 6%

นอกจากนี้ภาคการท่องเที่ยวที่เป็นกลุ่มลูกค้าสำคัญของกลุ่มค้าปลีก มีการเติบโตที่ชะลอตัวลงในช่วงต.ค.-พ.ย.2556 ทั้งในเขตกรุงเทพฯและเมืองท่องเที่ยวอื่นๆ ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อสาขาที่อยู่ในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการทุกรายล้วนมีสาขาในจังหวัดเหล่านี้

ด้านบล.ธนชาต วิเคราะห์ว่า ปัญหาทางการเมืองที่ยกระดับจากความร้อนแรง เป็นรุนแรง และคาดว่าจะรุนแรงมากขึ้นก่อนการเลือกตั้งในวันทื่ 2 ก.พ.นี้ ถือเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อการลงทุนในสัปดาห์หน้า และถือว่าเป็นปัจจัยหลักที่เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขในการเลือกกลุ่มหุ้นลงทุนในช่วงหนี้

โดยยังคงแนะนำหุ้นใน 3 กลุ่มที่คาดว่าจะปรับตัวดีกว่าตลาดรวม คือ 1. หุ้นที่ผลการดำเนินงานได้รับผลกระทบทางการเมืองจำกัด 2. กลุ่มที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง และ3. หุ้นกลุ่มที่ได้รับผลดีจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง และเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

นอกจากนี้ยังคาดว่าหุ้นกลุ่มอาหารมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีกว่าตลาดต่อไป เพราะได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองจำกัด ขณะที่ความต้องการไก่ที่เพิ่มขึ้นหลังจากญี่ปุ่นกลับมานำเข้าไก่สดอีกครั้ง ทำให้ราคาไก่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป ล่าสุดอยู่ที่ 45.5 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับต้นทุนเลี้ยงไก่ที่ 35-38 บาทต่อกิโลกรัม รวมถึงต้นทุนการเลี้ยงไก่ที่ลดลง เพราะราคาข้าวโพด และกากถั่วเหลืองทรงตัวในระดับต่ำ

ส่วนโรคอีเอ็มเอสในกุ้ง ยังคงเป็นตัวถ่วงกำไรช่วงไตรมาส 1 ปี นี้ แต่ถือว่าฟื้นตัวขึ้นมาก และผ่านจุดต่ำสุดในปีที่ผ่านมา โดยคาดจะเห็นการฟื้นตัวของธุรกิจกุ้งเต็มที่ในครึ่งปีหลัง นอกจากนี้จากสถิติหลังการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในปี 2553 พบว่าหุ้นในกลุ่มอาหารมี แนวโน้มที่จะปรับตัวดีกว่าตลาดในระยะ 1-2 เดือน