วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์ชาติชี้จีดีพีปีนี้ส่อต่ำ3%

"แบงก์ชาติ" ประเมินเศรษฐกิจปีนี้ส่อต่ำ 3% หากการเมืองยังยืดเยื้อ ฉุดทำงบประมาณปี 2558 ชะลอ กระทบลงทุนรัฐล่าช้า

"แบงก์ชาติ" ประเมินเศรษฐกิจปีนี้ส่อต่ำ 3% หากการเมืองยังยืดเยื้อ ฉุดทำงบประมาณปี 2558 ชะลอ กระทบลงทุนรัฐล่าช้า ดึงการบริโภค-ลงทุนเอกชนหดตาม กนง. รอดูตัวเลขไตรมาส 4/56 ก่อนปรับลดจีดีพี มี.ค.นี้ ด้านกรมบัญชีกลาง ยอมรับเบิกจ่ายปี 2557 ต่ำเป้า เหตุส่วนราชการกว่า 50% ถูกปิด ขณะที่งบลงทุนที่มากกว่า 100 ล้านบาท สะดุด ครม.ไร้อำนาจอนุมัติ

นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้ มีความเป็นไปได้ว่าการเติบโตอาจต่ำกว่า 3% หากสถานการณ์ทางการเมืองยังคงยืดเยื้อ จนส่งผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณปี 2558 ที่ล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงมีการประเมินตัวเลขการเติบโตที่ชัดเจนอีกครั้งในการประชุมครั้งถัดไป ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 12 มี.ค.2557

"การประมาณการครั้งที่แล้ว ได้ทำในช่วงเดือนพ.ย. ซึ่งในช่วงนั้น ยังไม่ได้มีผลกระทบด้านการเมืองและตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ เป็นตัวเลขในเดือนพ.ย.ปีที่แล้วเท่านั้น แต่ในครั้งที่ผ่านมามีการรวมผลกระทบด้านการเมือง ซึ่งดูแล้วอาจทำให้งบประมาณต่างๆนั้นมีความล่าช้า"นางรุ่งกล่าว

ส่วนงบประมาณปี 2557 นั้น ได้ถูกนำมาใช้แล้วรวมไปถึงงบประมาณการลงทุนของรัฐบาลในหลายโครงการก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ก็บางโครงการที่ต้องประสบปัญหาความล่าช้า รวมไปถึงการจัดทำงานประมาณปี 2558 นั้นก็อาจได้รับผลกระทบจนต้องเลื่อนออกไปอีก ผลดังกล่าวจะส่งผลกระทบให้เอกชนต้องชะลอการลงทุนเพื่อรอดูแผนการใช้งบประมาณของภาครัฐบาลไปด้วยส่วนการว่างงานยังอยู่ในระดับที่ดี แต่อาจมีปัญหาในเรื่องการทำโอทีที่น้อยลง ทำให้ค่าแรงอาจต่ำลงบ้างในขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั้งปีคาดว่าจะอยู่ที่ 2.4% โดยมีเงินเฟ้อพื้นฐานที่ 1.2%

สำหรับการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลกนั้นยังมีแนวโน้มที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวชัดเจนทำให้ไทยอาจได้รับอานิสงส์ในส่วนนี้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามในการปรับประมาณการจีดีพีในครั้งต่อไปนั้นจะต้องมีการรอดูตัวเลขเศรษฐกิจในปี 2556 ของสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก่อน โดยน่าจะมีการปรับลดทั้งประมาณการจีดีพี และปรับลดประมาณการส่งออกลงจากเดิมด้วย

พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่กระทบตลาดเงิน

นางรุ่ง กล่าวด้วยว่า สำหรับการดำนเนินงานของ ธปท.ในการรับมือการชุมนุมนั้น ปัจจุบันยังสามารถดำเนินการได้ แม้จะไม่สามารถเปิดดำเนินการที่ทำการ ธปท.ได้ตามปกติ โดยในส่วนความเคลื่อนไหวค่าเงินบาทนั้น ก็อยู่ในทิศทางเดียวกับภูมิภาค โดยปัจจัยกดดันค่าเงินบาทนั้นจะเป็นเรื่องของการลดการใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) เป็นหลัก และส่วนหนึ่งก็มีปัจจัยการเมืองเข้ามากระทบ โดยในส่วนปัจจัยการเมืองนั้นเชื่อว่านักลงทุนได้รับข่าวไปแล้วส่วนหนึ่ง ในส่วนเงินทุนเคลื่อนย้ายนั้นมีเม็ดเงินไหลออกไปบ้างแต่ไม่น่ากังวล

สำหรับการเบิกถอนธนบัตรของธนาคารพาณิชย์นั้น ในช่วงวันที่ 22 ม.ค.ถึง 3 ก.พ.มีการเบิกจ่ายประมาณ 2 หมื่นล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทศกาลตรุษจีนในปีนี้ อยู่ในช่วงปลายเดือนม.ค.ทำให้ความต้องการเบิกจ่ายในช่วงเดือนนี้มีเพิ่มขึ้น

ส่วนการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาลนั้น นางรุ่งกล่าวว่า ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินมากนัก สะท้อนผ่านการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ค่อนข้างทรงตัว ขณะที่ดอกเบี้ยในตลาดพันธบัตรเองก็เคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะนักลงทุนเองก็คาดการณ์สถานการณ์เหล่านี้ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว

บัญชีกลางรับเบิกจ่ายงบปี 57 ต่ำเป้า

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ประเมินภาพรวมการเบิกจ่ายเงินงบประมาณปี 2557 ว่า จะปรับลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ 95% อย่างแน่นอน สาเหตุหลักเกิดจากการชุมนุมทางการเมืองที่ได้ปิดล้อมส่วนราชการมากกว่า 50% ทำให้กระบวนการเบิกจ่ายหรือจัดซื้อจัดจ้างต้องชะลอ

ทั้งนี้ ผลกระทบต่อการเบิกจ่ายที่ลดลงจากปัญหาการเมือง จะเริ่มเห็นได้ชัดเจนตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ อย่างไรก็ดี สำหรับตัวเลขการเบิกจ่ายในเดือนม.ค.ล่าสุดถือว่า ยังเกินกว่าเป้าหมาย โดยเบิกจ่ายได้ 9.22 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 9.75%

"ขณะนี้ กรมฯ อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์และรวบรวมตัวเลขจริงที่จะลดลง บนสมมติฐานการเบิกจ่ายจะเป็นปกติได้ก็ต่อเมื่อไม่มีการชุมนุมทางการเมือง เมื่อประเมินได้ชัดเจน เราจะเสนอปรับลดเป้าหมายในการเบิกจ่ายต่อที่ประชุมคณะกรรมการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณครั้งต่อไป"

นายมนัส กล่าวว่า ในแง่การเบิกจ่ายงบเงินเดือนนั้น ทางกรมฯสามารถดำเนินการได้ตามปกติ แต่การเบิกจ่ายงบลงทุนผ่านการจัดซื้อจัดจ้างนั้น ต้องยอมรับว่า มีปัญหาและเกิดความล่าช้า เพราะแม้ส่วนราชการยังสามารถประกาศจัดซื้อขึ้นเว็บไซต์ได้ แต่หลังจากนั้น ต้องไปใช้บริการตลาดกลางแทน ทำให้ส่วนราชการบางแห่งกังวลว่า การที่ไม่สามารถดำเนินการได้ทันตามขั้นตอนการเบิกจ่ายงบประมาณเช่นนี้แล้วจะผิดระเบียบเกณฑ์วิธีปฏิบัติ จึงชะลอกระบวนการดังกล่าวไปก่อน

นอกจากนี้ การจัดซื้อจัดจ้างบางรายการ เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ระดับตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป ต้องขออนุมัติระดับรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่า จะไม่ดำเนินการอะไรในฐานะรัฐบาลรักษาการ เพราะอาจเข้าข่ายความผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 181

“ตอนนี้การทำงานลำบากกว่าเดิม การเบิกจ่ายแย่กว่าเดิม แม้ระบบการเบิกจ่ายงบประมาณประจำจะทำได้ตามปกติ แต่ระบบการเบิกจ่ายงบลงทุนทำงานได้ไม่เต็มที่ มองว่า แม้จะมีเลือกตั้งได้ แต่หากยังมีการชุมนุม ก็จะกระทบการเบิกจ่ายภาครัฐแต่ละไตรมาสไม่ได้ตามเป้าหมายแน่นอน จะเร่งรัดก็ทำไม่ได้ เพราะหน่วยราชการส่วนใหญ่ ไม่สามารถเข้าทำงานได้”

โอนจ่ายเงินเดือนขรก.เร็วขึ้น

ทั้งนี้ กรมฯได้ปรับกระบวนการอนุมัติและโอนเงินสำหรับการเบิกจ่ายเงินเดือนข้าราชการและลูกจ้างเร็วขึ้น จากเดิมงบประมาณจะออกจากคลังโอนเข้าไปฝากยังบัญชีธนาคารวันที่ 15 ของทุกเดือน ได้ปรับเป็นวันที่ 10 ของทุกเดือน เพื่อป้องกันปัญหาการเบิกจ่ายที่อาจล่าช้า ดังนั้น ข้าราชการจะยังได้รับเงินเดือนโอนจ่ายตรงตามเวลาปกติอย่างแน่นอน

“ในเดือนม.ค. ได้โอนเงินทั้งหมด 5 หมื่นกว่าล้านบาท ที่เป็นเงินเดือน 4 หมื่นล้านบาทและเงินบำนาญอีกกว่า 1 หมื่นล้านบาทโอนเข้าธนาคารเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงการสั่งโอน ส่วนเดือนก.พ. เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเช่นกัน"

สำหรับการจ่ายเงินในโครงการรถยนต์คันแรก (ต.ค.2555 - ม.ค.2557) ได้โอนเงินไปแล้วทั้งสิ้น 782,544 ราย เป็นเงิน 55,670.24 ล้านบาท ทั้งนี้ ผู้ที่ยังได้รับเงินล่าช้า ต้องตรวจสอบความถูกต้องและความคืบหน้าที่กรมสรรพสามิตที่เป็นเจ้าของโครงการ เพราะอาจเกิดกรณีแจ้งเลขที่บัญชีที่โอนเงินไม่ถูกต้อง

ด้านนายธรรมรัตน์ กิตติสิริพัฒน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีเอ็มบี มองว่า การขาดหายไปของแรงกระตุ้นภาคการคลัง น่าจะกระทบกับแนวโน้มและความคาดหวังต่อเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับตัวเลขเศรษฐกิจนั้น อาจจะมีไม่มากนัก

ทั้งนี้ เนื่องจากการใช้จ่ายภาคการคลังในภาวะปกติ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือรายจ่ายประจำ เช่น เงินเดือนข้าราชการ ซึ่งในส่วนนี้ไม่ได้มีปัญหา และอีกส่วนหนึ่งคือ งบลงทุน ซึ่งในปีที่ปกติ งบลงทุนก็ไม่ได้มีบทบาทพิเศษเช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่หายไป คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งถ้าปีนี้หากมีการลงทุน ก็ยังเป็นจำนวนไม่มากนัก และถือเป็นการลงทุนระยะยาว ที่ไม่ได้ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ทำให้แม้ว่าจะไม่มีส่วนนี้เข้ามา ก็คงไม่ถึงกับทำให้เศรษฐกิจไทยแย่ลงไปกว่าคาดการณ์เดิมมากนัก

"ถ้ามองจริงๆ โครงการ 2 ล้านล้านบาท มันไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่มันเป็นเหมือน additional มากกว่า ถามว่า concern ว่ามันจะไม่ออกมาหรือไม่ก็ใช่ แต่ถามว่ากังวลว่าจะกระทบมากหรือเปล่า คิดว่าผลกระทบคงไม่เท่าไหร่" นายธรรมรัตน์ กล่าว