แบงก์กชาติห่วงการเมืองเดือด-ยืดเยื้อ กดดันจีดีพีปี"57 โตไม่ถึง 3% ความเชื่อมั่นบริโภคหดหาย-ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเลื่อน
นางรุ่ง มัลลิกะมาส โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ที่จะส่งผลกระทบต่อการเบิกจ่ายและการลงทุนของภาครัฐ เนื่องจากการเบิกจ่ายและการลงทุนของภาครัฐจะส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยส่วนแรกจะส่งผลกระทบทางตรงต่อเศรษฐกิจ และส่วนที่สองจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่ทำให้อาจะต้องชะลอการลงทุนออกไป ดังนั้นหากรัฐบาลไม่สามารถเบิกจ่ายได้จะส่งผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณในปี 58 ที่จะต้องล่าช้าออกไปด้วย ไม่ว่าจะใครจะมาเป็นรัฐบาล
การลงทุนและการเบิกจ่ายภาครัฐ ถือเป็นการใช้จ่ายที่ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นภาคเอกชน หากความเชื่อมั่นภาคเอกชนไม่เข้มแข็งมากนัก ก็จะกระทบให้โครงการลงทุนภาคเอกชนต้องเลื่อนออกไป แต่เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังนี้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวได้ชัดเจนมากขึ้น แต่จะเข้มแข็งมากเพียงใด ต้องขึ้นกับสถานการณ์ทางการเมืองและการเบิกจ่าย การลงทุนภาครัฐเป็นหลัก
"กนง.ได้ประเมินว่า ปี 2557 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่ำกว่าเดิมที่เคยคาดไว้ที่ 4% ลงมาที่ระดับใกล้เคียงกับ 3% และสุดท้ายอาจเป็นไปได้ที่จะต่ำกว่า 3% ถ้าสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อหรือมีความรุนแรง ประกอบกับการส่งออกชะลอลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้เศรษฐกิจโลกจะมีทิศทางฟื้นตัวดีขึ้น โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ภาคธุรกิจมีการฟื้นตัวเข้มแข็งมากขึ้น เป็นอานิสงส์ให้ภาคธุรกิจไทยที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกในหมวดของฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ชิ้นส่วนประกอบคอมพิวเตอร์มากขึ้น แต่ทั้งนี้ต้องติดตามสถานการณ์ทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด"
นางรุ่ง กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณปี 2558 ที่อาจจะล่าช้าออกไปนั้น คาดว่าจะมีการเร่งใช้จ่ายในช่วงท้ายปี แต่ต้องยอมรับว่าคงเบิกจ่ายได้น้อย เมื่อเทียบกับในช่วงภาวะปกติ และต้องยอมรับว่าไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ในแง่การใช้จ่ายภายใต้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก็คงต้องมีความรอบคอบรัดกุม โปร่งใส เพื่อให้สังคมสามารถตรวจสอบได้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา และอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณมีความล่าช้ามากขึ้น








