นักลงทุนชื่อดัง "นายคาร์ล ไอคาห์น" กำลังมีเป้าหมายใหม่ในซิลิคอน วัลเลย์ ซึ่งก็คือ "อีเบย์ อิงค์"
หลังจากที่ให้ความสนใจกับ แอ๊ปเปิ้ล อิงค์ เน็ตฟลิกซ์ อิงค์ และเดลล์ อิงค์ ไปแล้ว ล่าสุด นายไอคาห์น ก็ออกมาเรียกร้องให้อีเบย์ ผู้ให้บริการ "ตลาดออนไลน์" แยกกิจการ "เพย์พัล" ธุรกิจรับชำระเงินทางออนไลน์ในเครือ ออกเป็นบริษัทเดี่ยว
อีเบย์ ระบุว่า จะต่อสู้กับความพยายามของนายอิคาห์นในเรื่องนี้
หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร หรือซีอีโอ อีเบย์ "นายจอห์น โดนาโฮ" แสดงความเชื่อมั่นว่า สินทรัพย์ที่มีอยู่ในขณะนี้จะช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการเติบโต และมีความสำเร็จ เพิ่มมากขึ้น ในแบบที่ต้องเดินไปพร้อมกัน ไม่ใช่แยกตัวออกไป และว่า ธุรกิจของอีเบย์ช่วยเร่งความสำเร็จของเพย์พัล และช่วยจัดหาข้อมูลที่ทำให้เพย์พัลมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น
ที่ผ่านมา เพย์พัล ธุรกิจที่เปิดทางให้ผู้คน และธุรกิจ สามารถชำระเงินผ่านทางดิจิทัล ถูกมองว่า เป็นธุรกิจทำเงินหลักให้กับอีเบย์ โดยหน่วยงานนี้กำลังมีการเติบโตแซงหน้าบริษัทแม่ในแง่ของยอดขาย
อย่างไรก็ดี อีเบย์ ยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปีที่แล้ว บริษัททำรายได้สูงถึง 8,300 ล้านดอลลาร์ เทียบกับเพย์พัล ที่มีรายได้อยู่ที่ 6,600 ล้านดอลลาร์ แต่เพย์พัลมีรายได้จากการชำระเงินเพิ่มขึ้น 19% เป็นอัตราการเติบโตที่เร็วกว่าธุรกิจตลาดออนไลน์ ที่ขยายตัวขึ้น 12% ทั้งเพย์พัลยังมีผู้ใช้บริการมากกว่า ที่ 142.6 ล้านคน เทียบกับอีเบย์ที่ 128.1 ล้านคน
กระนั้นก็ตาม หน่วยงานรับชำระเงินในระบบดิจิทัลแห่งนี้ ทำกำไรได้น้อยว่าบริการซื้อขายออนไลน์อย่างมาก ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกของปีที่่ผ่านมา เพย์พัลมีรายได้จากการดำเนินงานให้กับบริษัท 1,100 ล้านดอลลาร์ ไม่ถึงครึ่งหนึ่งที่ธุรกิจซื้อขายออนไลน์ทำได้ที่ 2,400 ล้านดอลลาร์
ทางด้านนักวิเคราะห์จากเรย์มอนด์ เจมส์ "นายอารอน เคสเลอร์" แสดงความเห็นว่า "อีเบย์ และเพย์พัล เป็นการรวมตัวกันที่ยอดเยี่ยม เป็นเรื่องยากที่จะแยกธุรกิจทั้ง 2 อย่างนี้ออกจากกันโดยเด็ดขาด โดยเพย์พัล คิดเป็นสัดส่วนราว 45% ของมูลค่าหุ้นอีเบย์ แต่อาจมีมูลค่าสูงกว่าธุรกิจตลาดออนไลน์ของบริษัท โดยอีเบย์มีมูลค่าทางตลาดโดยรวมอยู่ที่ราว 70,400 ล้านดอลลาร์
สำหรับนายไอคาห์นนั้น มีการลงทุนมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ในแอ๊ปเปิ้ล รวมถึงหุ้นจำนวน 500 ล้านดอลลาร์ที่เพิ่งเข้าซื้อเมื่อเร็วๆ นี้ และเป็นแกนนำในการผลักดันให้แอ๊ปเปิ้ลซื้อคืนหุ้นจำนวนมากขึ้น เมื่อปลายปี 2555 เขายังเข้าซื้อหุ้นเกือบ 10% ในเน็ตฟลิกซ์ ผู้ให้บริการวีดิโอออนไลน์ โดยมีเป้าหมายที่จะกดดันให้มีการขายบริษัท แต่ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น และการที่เขาทำกำไรได้มากถึง 800 ล้านดอลลาร์ จากหุ้นจำนวนหนึ่งที่ขายออกไปเมื่อปีที่แล้ว ทำให้เขาผ่อนท่าทีในเรื่องนี้ลงมา
เมื่อปีที่แล้ว นายไอคาห์น ยังเข้าซื้อหุ้นเดลล์ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลรายใหญ่ และพยายามยับยั้งข้อตกลงที่จะไม่ให้เดลล์ออกจากตลาด แต่ก็ไม่สำเร็จ






