ความที่ยังหน้าใหม่ มือใหม่ในฐานะของความเป็นทายาทธุรกิจ จำเป็นอย่างยิ่งต้องเปิดใจยอมรับว่ามีเรื่องที่ต้องเรียนรู้อีกมาก
และต้องทำงานให้หนักกว่าคนอื่น
คือมุมมองในฐานะทายาทธุรกิจของ "ดร.สายศิริ ศิริวิริยะกุล" ผู้อำนวยการ ฝ่ายการสื่อสารองค์กร บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
เธอเป็นทายาทรุ่นที่สี่ของธุรกิจครอบครัว "กลุ่ม KTIS" ซึ่งหลายๆ คนอาจไม่ค่อยคุ้นหู แต่หากบอกว่าเดิมก็คือ "กลุ่มน้ำตาลไทยเอกลักษณ์" ก็คงทำให้ทุกคนพร้อมใจกันร้องอ๋อ ..ทันที
ผู้บริหารสาวหน้าหวานคนนี้เพิ่งเข้ามาชิมลางทำงานในธุรกิจของครอบครัวได้แค่เพียงหนึ่งปี ภายหลังที่เธอเรียนจบปริญญาเอกทางด้านกฏหมาย จากประเทศสหรัฐอเมริกา และด้วยวัยเพียง 28 ปีเท่านั้น แน่นอนว่าจึงหนีไม่พ้นความ "กดดัน" กับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
อีกทั้งยังมาในจังหวะเวลาที่องค์กรต้องมีการ "ปรับตัว" ครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยกำลังมีแผนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สู่ความเป็น "บริษัทมหาชน"
"ภาพลักษณ์ขององค์กร" จึงกลายเป็นมิติที่ต้องให้ความสำคัญ และภารกิจนี้ก็อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของผู้อำนวยการ ฝ่ายการสื่อสารองค์กร ซึ่งก็คือ ดร.สายศิริ
" เราต้องการเปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กรให้มีความทันสมัย มีความเป็นธุรกิจระดับอินเตอร์ เช่นเราได้เปลี่ยนชื่อจากกลุ่มน้ำตาลไทยเอกลักษณ์เป็นกลุ่ม KTIS ในขณะที่ยังคงบรรยากาศองค์กรที่มีความเป็นพี่เป็นน้องเป็นครอบครัวอยู่"
ดร.สายศิริ ได้อธิบายถึงหน้าที่รับผิดชอบของฝ่ายการสื่อสารองค์กรของเธอว่า ครอบคลุมในเรื่องของการสื่อสารแบรนด์ ความเป็นตัวตนขององค์กร ทั้งให้คนภายในองค์กรและภายนอกองค์กรได้รับรู้ เรียกได้ว่าต้องทำให้ทั้งคนภายในชื่นใจ คนภายนอกก็ชื่นชม
นอกจากนั้นยังมีงาน "ซีเอสอาร์" ที่ต้องเร่งทำการโปรโมท เพราะความเป็นบริษัทมหาชนย่อมหนีไม่พ้นภาพขององค์กรที่ดูแลผู้มีส่วนได้เสีย สังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อมของประเทศชาติ
"ที่ผ่านมาบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม KTIS จำนวน 9 บริษัท มีการทำความดีให้กับสังคมอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นงานบุญ งานดูแลสิ่งแวดล้อม งานการศึกษา งานด้านสุขภาพ และอีกมากมาย แต่เราไม่ได้สื่อสารให้คนภายนอกได้รู้ว่าเราทำ เราคือองค์กรที่เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคมเช่นกัน"
ดังนั้นจากนี้ไป กลุ่ม KTIS จะมีการวางแผนงานและกำหนดทิศทางในเรื่องซีเอสอาร์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น อีกทั้งจะมีการโปรโมทถึงแง่มุมความดีนี้ให้คนภายนอกได้รับรู้มากยิ่งขึ้น
แถมยังสอดคล้องกับสโลแกนองค์กรที่ว่า "ชาวไร่อ้อยมั่งคั่ง กลุ่ม กลุ่ม KTIS มั่นคง"
ดร.สายศิริ บอกว่า การทำความดีกับผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับชาวไร่อ้อย กับชุมชนรอบข้าง เป็นเรื่องที่สำคัญ
"ถ้าเขามีใจให้ การทำธุรกิจของเราก็จะง่ายขึ้น ที่จริงแล้วในสังคมคนไทยต้องเป็นอย่างนี้ เหมือนดังที่ชาวต่างชาติรับรู้กันดีว่าประเทศไทยเป็น
ดินแดนที่มีแต่คนมีน้ำใจ มีแต่รอยยิ้ม"
ถามว่ากลุ่ม KTIS วางแผนจะขับเคลื่อนซีเอสอาร์อย่างไร จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างภายในปีนี้
"ก็คงให้การสนับสนุนต่อในกิจกรรมที่แต่ละโรงงานทำอยู่ ซึ่งพี่ๆ พนักงานเขาทำกันเป็นประจำและอยู่ในสายเลือดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการอาสาไปกวาดลานวัด การไปซ่อมแซมและมอบอุปกรณ์การเรียนให้กับโรงเรียนในชุมชนเป็นต้น แต่เมื่อกลุ่มของเรากำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ เราก็ต้องหาทางสื่อสารให้พวกเขาได้รู้ว่าสิ่งได้ทำลงไปนั้นมีคุณค่า เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม พวกเขาทำงานอยู่ในองค์กรที่ดีมีความรับผิดชอบต่อสังคม นี่คือหัวใจสำคัญ"
เธอสรุปว่า ดังนั้นซีเอสอาร์จึงไม่เป็นแค่การสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น
และอาจมีใครที่ไม่รู้ว่า "มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา" จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกหนึ่งสาขาธุรกิจของกลุ่ม KTIS พูดง่ายๆ ก็คือ มีเจ้าของคนเดียวกัน ซึ่งดร.สายศิริบอกว่าที่ผ่านมาได้มีการมอบทุนการศึกษาให้กับลูกหลานของชาวไร่อ้อยเพื่อเป็นการแสดงความเอื้ออาทรและมอบโอกาสให้พวกเขามาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี เธอก็คิดต่อว่า มีความจำเป็นที่ต้องทำก็คือ การจัดกิจกรรมซีเอสอาร์ในฐานะของกลุ่ม KTIS
"ตอนนี้ยังไม่สรุปว่าที่สุดจะเป็นกิจกรรมอะไร แต่ที่อยากจะมุ่งเน้นเป็นเรื่องการทำความดี เพราะสังคมไทยเราอยู่ได้ด้วยความดี และตัวเองก็เป็นคนที่เชื่อว่าความดีนั้นมีอยู่จริง"
เมื่อถามถึง Career Path ว่าภายภาคหน้าเธอมีความต้องการทำงาน หรืออยู่ในตำแหน่งงานใดเป็นพิเศษ ก็ได้รับคำตอบว่า เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนธุรกิจ และงานเรื่องของ "คน"
"ส่วนตัวคิดว่าเรื่องคนเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นการตอบโจทย์เทรนด์ในเรื่องความต่างของเจนเนอเรชั่น เลยขอตอบว่าอยากดูแลให้ความสำคัญกับพนักงานจำนวน 3 พันคนของเรา โดยอยากทำให้องค์กรเป็น Happy Workplace ซึ่งเวลานี้แม้ว่าพนักงานจะแฮบปี้ดีอยู่แล้ว แต่ก็อยากทำให้พวกเขามีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไปอีก และทำงานอยู่กับเราไปเรื่อยๆ"
ดร.สายศิริยอมรับว่า แม้รู้สึกกดดันในฐานะของทายาท ทั้งยังร่ำเรียนถึงระดับปริญญาเอก แต่เพราะการมารับสืบทอดธุรกิจของเธอนั้นปราศจากการบังคับ หากแต่เป็นการ "สมัครใจ" ดังนั้นไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องพยายามทำให้ดีที่สุดอย่างเต็มความสามารถ
"ทุกวันนี้นอกจากการทำงานหน้าที่ปกติแล้ว ผู้ใหญ่ท่านก็บอกให้เข้าร่วมทุกการประชุม เพื่อเรียนรู้สู่การเป็นผู้บริหาร ซึ่งต้องยอมรับว่ามันไม่สามารถเรียนรู้ภายในเวลาอันสั้น และการจบด็อกเตอร์คงไม่ได้หมายถึงคนอื่นสอนเราไม่ได้ แต่เราต้องเปิดใจยอมรับว่ายังมีเรื่องที่เราต้องเรียนรู้อีกมาก ซึ่งตั้งแต่ทำงานมาก็ได้มีโอกาสเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ทุกวัน อย่างน้อยก็เพื่อนร่วมงานของเรา"
แต่ที่พูดได้อย่างเต็มปากก็คือ ทายาทธุรกิจสาวสวยคนนี้ต้องการเป็นผู้บริหารที่จะช่วยพัฒนาสร้างสิ่งที่ดีๆ ให้องค์กรเพิ่มขึ้น ประเด็นสำคัญก็คือ
เธอนั้นอยากเป็นผู้บริหารที่นั่งอยู่ภายในใจคน ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าเดินถึงเส้นชัยนั้นแล้ว เธอบอกว่า สังเกตุได้จากการทำงาน
เพราะการเข้าไปนั่งในใจพนักงาน ก็หมายถึงการมีใจให้ของพวกเขาเช่นกัน ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ การทำงานอย่างตั้งใจ
-------------------------------
รู้จักกลุ่ม KTIS
เดิมกลุ่มนี้รู้จักในนามกลุ่มน้ำตาลไทยเอกลักษณ์ ก่อตั้งโดยคุณจรูญ และคุณหทัย ศิริวิริยะกุล ในช่วงปีพ.ศ. 2500 โดยเริ่มจากการเป็น ผู้กระจาย สินค้าน้ำตาลและก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ผลิตน้ำตาลในเวลาต่อมา จากความสำเร็จของกิจการโรงงานน้ำตาลแห่งแรก กลุ่ม KTIS ได้ขยายกิจการ อย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน กลุ่ม KTIS ได้ก้าวสู่การเป็นกลุ่มบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลและผลพลอยได้จากน้ำตาล แบบครบวงจร โดยมีบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จากัด (มหาชน) เป็นบริษัทแม่ ดำเนินธุรกิจในเครือ ประกอบด้วยโรงงานน้ำตาลจำนวน 3 แห่ง ธุรกิจ Bio Product และ Bio Energy ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการผลิตน้ำตาล ได้แก่ โรงงานเยื่อกระดาษฟอกขาวจากชานอ้อย โรงงานเอทานอลจากกากน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลจากชานอ้อย









