วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หั่นงบลงทุนไม่กระทบ กฟผ.ตั้งอินฟราฟันด์

กฟผ.ชี้รัฐปรับลดวงเงินกู้ลง 1.3หมื่นล้านบาท ไม่กระทบการลงทุน งัดแผนการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพระนครเหนือรองรับ

นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยถึงกรณี ที่รัฐบาลจะมีการปรับแผนการก่อหนี้สาธารณะ ซึ่งส่วนหนึ่งจะปรับลดวงเงินกู้ของกฟผ.ลงจำนวน 1.3หมื่นล้านบาท ว่า ทางกระทรวงการคลังได้มีการหารือกับ กฟผ.มาก่อนหน้านี้ แล้วถึงวงเงินกู้ของ กฟผ.ที่จะมีการปรับลดลงได้อย่างไร กฟผ.จึงได้มีการเสนอแผนต่อกระทรวงการคลังว่าจะสามารถปรับลดวงเงินกู้ลงได้ประมาณ 1.3หมื่นล้านบาท ซึ่งจะไม่กระทบต่อแผนลงทุนโรงไฟฟ้าและระบบสายส่งของกฟผ.ที่มีอยู่ โดยวงเงินดังกล่าว ทางกฟผ.จะมีการระดมเงินผ่านการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครเหนือ ซึ่งเป็นกองทุนรวมของรัฐวิสาหกิจกองแรกของประเทศไทย ที่ได้มีการแต่งตั้งธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นที่ปรึกษาทางการเงินไปตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา

"การปรับลดวงเงินกู้ของ กฟผ.ในวงเงินประมาณ 1.3หมื่นล้านบาท เป็นไปตามข้อเสนอที่ทาง กฟผ.ส่งให้กับกระทรวงการคลัง จึงจะไม่มีผลกระทบต่อแผนการลงทุน ที่กฟผ.จัดเตรียมเอาไว้ ทั้งในส่วนของการลงทุนโรงไฟฟ้าและระบบสายส่ง"นายสุนชัย กล่าว

สำหรับแผนการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ (Infrastructure Fund) คาดว่าจะดำเนินการได้แล้วเสร็จภายในปี 2557 นี้ จากเดิมที่จะต้องตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 180วันหลังจากที่มีการตั้งบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน โดยระยะเวลาอาจจะต้องชะลอไปบ้างเนื่องจากต้องรอให้มีรัฐบาลชุดใหม่ เป็นผู้อนุมัติ แต่ก็จะไม่กระทบต่อแผนการลงทุนของกฟผ. ทั้งนี้ การจัดตั้งกองทุนดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินการตามที่นโยบาย ของกระทรวงการคลัง ในการจัดหาแหล่งเงินทุนทางเลือกใหม่ เพื่อให้สามารถจัดหาเงินทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยไม่ติดข้อจำกัดด้วยภาระหนี้ของประเทศ ซึ่งกฟผ.จะใช้รายได้หรือกระแสเงินสดในอนาคตของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครเหนือเป็นทรัพย์สินในการระดมทุน โดยจะนำเงินจากการระดมทุนนี้ไปลงทุนในการพัฒนา โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้า และโครงการขยายระบบส่งของ กฟผ. เสริมสร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้า ต่อไป ซึ่งเบื้องต้นได้ประมาณขนาดของกองทุนรวมฯ ไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท และมีอายุกองทุน 15 - 25 ปี”

สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่ กฟผ.จะต้องเร่งดำเนินการในช่วงระหว่างรัฐบาลรักษาการ คือการนำเสนอให้คณะรัฐมนตรี อนุมัติการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะชุดใหม่ ขนาด 600 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมาทดแทนชุดเดิมเครื่องที่ 4-7 ที่จะมีการปลดระวางออกไป โดย เรื่องดังกล่าวอยู่ที่คณะรัฐมนตรีแล้ว แต่ต้องมีการสอบถามความเห็นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งคาดว่าจะไม่มีปัญหาเพราะเป็นเรื่องต่อเนื่องจากเดิมที่คณะรัฐมนตรีเคยมีมติไปแล้ว และเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางไฟฟ้า

ปัจจุบัน การดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าแม่เมาะชุดใหม่ ขนาด 600เมกะวัตต์ มูลค่าประมาณ 28,000 ล้านบาท อยู่ในระหว่างการคัดเลือกกลุ่มบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งตามแผนจะต้องแล้วเสร็จและจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบ ในปี 2561