วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ดิ้นสู้ฟัด!โยกลงทุนรถไฟฟ้า-กฟผ.อุดจำนำข้าว

เปิดรายละเอียดแผนปรับหนี้ โยกลงทุน"รถไฟฟ้า-กฟผ."อุดจำนำข้าว "ประชาระทม" ขย่มเสถียรภาพรัฐบาล

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (21 ม.ค.) ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติไม่พิจารณาการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2557 เพื่อนำเงินมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าว โดยให้รัฐบาลรับผิดชอบในการตัดสินเอง ซึ่งครม.เห็นชอบแผนดังกล่าวทันที มีรายละเอียดดังนี้

ข้อเสนอ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะของให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ดังนี้

1. รับทราบการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2557 ครั้งที่ 1 ที่มีวงเงินปรับลดลง 5,168.92 ล้านบาท จากเดิม 1,321,499.76 ล้านบาท เหลือ 1,316,330.84 ล้านบาท

2. อนุมัติการค้ำประกันเงินกู้ให้กับรัฐวิสาหกิจภายใต้กรอบวงเงินของแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2557 ปรับปรุงครั้งที่ 1 ไว้ก่อนวันที่ได้มีพระราชกฤษฎีกายุสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556

3. อนุมัติให้กระทรวงการคลัง เป็นผู้พิจารณาการกู้เงิน วิธีการกู้เงิน เงื่อนไข และรายละเอียดต่างๆ ของการกู้เงินและการค้ำประกันในแต่ละครั้งได้ตามความเหมาะสมและจำเป็น ภายใต้แผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2557 ปรับปรุงครั้งที่ 1 ทั้งนี้ หากรัฐวิสาหกิจสามารถดำเนินการกู้เงินได้เอง ก็ให้สามารถดำเนินการได้ตามความเหมาะสมและจำเป็นของรัฐวิสาหกิจนั้นๆ

เรื่องเดิม

1. คณะรัฐมนตรีมีมติ (3 ก.ย.2556) อนุมัติแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2557 ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะเสนอ ซึ่งประกอบด้วย 3 แผนย่อย (แผนการก่อหนี้ใหม่ แผนการปรับโครงสร้างหนี้ และแผนการบริหารความเสี่ยง) วงเงินดำเนินการ รวม 1,253,134.48 ล้านบาท และรับทราบแผนการบริหารจัดการหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ไม่ต้องขออนุมัติภายใต้กรอบแผนการบริหารหนี้สาธารณะ วงเงิน 68,365.28 ล้านบาท (ทั้งนี้ในส่วนของการกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 120,000 ล้านบาท (ภายใต้แผนการก่อหนี้ใหม่) กระทรวงการคลังจะดำเนินการกู้เงินดังกล่าว เมื่อร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. .... มีผลบังคับใช้)

2. คณะรัฐมนตรีมีมติ (7 ม.ค.2557) ดังนี้

2.1 รับทราบรายงานผลการจัดหาเงินกู้โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2556 (เรื่อง โครงการรับจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2555/56 ครั้งที่ 2) ตามที่ กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งมีการบริหารจัดการในกรอบวงเงินหมุนเวียนของโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ณ วันที่ 31ธ.ค.2556 เป็นจำนวนรวม 463,405 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่ต่ำกว่ากรอบวงเงินหมุนเวียนของโครงการที่คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติไว้ จำนวน 500,000 ล้านบาท

2.2 รับทราบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังชี้แจงเพิ่มเติมว่ากระทรวงการคลัง โดยคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ เห็นควรให้มีการปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2557 ให้เหมาะสม ซึ่ง กระทรวงการคลังจะได้นำเรื่องการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าว เสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาและนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวไว้แล้ว กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สามารถดำเนินการโครงการดังกล่าวต่อไปได้ตามแนวทางที่เคยปฏิบัติมาตามอำนาจหน้าที่

3.สาระสำคัญของเรื่อง

คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ได้พิจารณาความจำเป็นในการปรับปรุงวงเงินของแผนการก่อหนี้ใหม่และแผนการปรับโครงสร้างหนี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ปรับลดแผนเงินกู้

1.แผนการก่อหนี้ใหม่ของรัฐบาล (ในประเทศ) กระทรวงการคลัง ปรับวงเงินในแผนการกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศออกจากแผนฯทั้งหมดจำนวน 1.2 แสนล้านบาทเนื่องจาก พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ.....อยู่ระหว่างรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งคณะกรรมการฯพิจารณาแล้วเห็นควรปรับลดวงเงินในรายการนี้ออกไปก่อน และหากยังมีความจำเป็นต้องใช้เงินกู้ในปีงบประมาณ 2557 จะบรรจุในแผนฯใหม่อีกครั้ง

2.แผนก่อหนี้ใหม่ของรัฐวิสาหกิจ(ในประเทศ)

1.แผนการลงทุนในโครงการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขอปรับลดวงเงินกู้เพื่อลงทุนในโครงการออกจากแผนฯทั้งหมดจำนวน 1.3 หมื่นล้านบาทประกอบด้วย

1.1 โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมจะนะชุดที่ 2 วงเงิน 1,650 ล้านบาท

1.2 โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมวังน้อยชุดที่ 4 วงเงิน 1,500 ล้านบาท

1.3 โครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมพระนครเหนือวงเงิน 6,600 ล้านบาท

1.4 โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้า ระยะที่ 11 วงเงิน 500 ล้านบาท

1.5 โครงการระบบส่งเพื่อรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมหงสาลิกไนต์ วงเงิน 2,300 ล้านบาท

1.6 โครงการขยายระบบส่งไฟฟ้าหลักเพื่อรองรับโรงไฟฟ้าผู้ผลิตเอกชนรายเล็ก วงเงิน 450 ล้านบาท เนื่องจากกฟผ.จะเปลี่ยนวิธีการระดมทุนเพื่อดำเนินโครงการ โดยระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (infrasture fund) แทน

แผนเงินกู้ใหม่

ธ.ก.ส.ขอปรับเพิ่มวงเงินกู้ 2 รายการรวม 142,244 ล้านบาท ได้แก่

เงินกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินโครงการที่มีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลทางการเกษตรตามนโยบายรัฐบาล จำนวน13,244ล้านบาท โดยวงเงินดังกล่าวเป็นวงเงินกู้เดิมที่ได้รับบรรจุในแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2556 แต่ ธ.ก.ส.ดำเนินการกู้เงินไม่ทันในวันที่ 30 ก.ย.2556 ธ.ก.ส.จึงขอบรรจุวงเงินดังกล่าวในแผนฯเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2557 ทั้งนี้เมื่อกระทรวงการคลังดำเนินการจัดหาเงินกู้ครบจำนวนให้แล้ว จะทำให้เงินกู้ที่ใช้เป็นทุนหมุนเวียนในโครงการอยู่ที่ 410,000 ล้านบาท

ในการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือก (นาปี) ปีการผลิต 2556/57 จำนวน 130,000 ล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2556 อนุมัติให้ พณ.เร่งรัดดำเนินโครงการจำนำข้าวเปลือก (นาปี) ภายใต้กรอบวงเงินของโครงการจำนำข้าวเปลือก ปีการผลิต 2556/57 จำนวน 270,000 ล้านบาท

ปัจจุบันเริ่มดำเนินโครงการแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2556 และได้เริ่มแจกใบประทวนให้แก่เกษตรกรไปแล้ว วงเงิน 100,000 ล้านบาท โดย ธ.ก.ส.ก็ได้ดำเนินการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรจำนวนหนึ่ง จากสภาพคล่องปกติของ ธ.ก.ส. และยังมีความพร้อมที่จะดำเนินการต่อเนื่องจากสภาพคล่องดังกล่าว จนถึงช่วงต้นของเดือนม.ค.2557 ทำให้ความต้องการกู้เงินเพื่อดำเนินโครงการที่กระทรวงการคลัง ได้หารือร่วมกับธ.ก.ส.และผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่าวงเงินกู้ใหม่เพียง 130,000 ล้านบาท เพียงพอสำหรับดำเนินโครงการแล้ว โดยในส่วนที่เหลือธ.ก.ส. จะบริหารจัดการจากการขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณ รวมกับเงินที่ได้รับจากการระบายผลผลิตและอื่นๆ

ทั้งนี้ เพื่อรักษาวินัยการคลัง คณะกรรมการฯเห็นควรให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติให้กำหนดวงเงินดำเนินโครงรับจำนำผลผลิตการทางการเกษตรคงค้างทั้งหมดให้อยู่ภายใต้วงเงินกู้ไม่เกิน 410,000 ล้านบาท และเงินทุนของธ.ก.ส. อยู่ที่ไม่เกิน 90,000 ล้านบาท อย่างช้าที่สุดวันที่ 13 ธ.ค. 2557