วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นายกโบรกฯชี้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน!ทุบหุ้น

สภาธุรกิจตลาดทุนถกผลกระทบการเมือง 23 ม.ค. บล.เคเคเทรด ยกสถิติอดีตรัฐประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเงินต่างชาติไหลออกมากสุด

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า การออกพ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล น่าจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะเป็นเครื่องชี้วัดว่าสถานการณ์การเมืองเข้าสู่ภาวะตึงเครียดมากขึ้น นักลงทุนคงจะชะลอการลงทุน ทั้งนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนไทยที่ชะลอการลงทุนมาตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้สัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนบุคคลเหลือไม่ถึง 50% กลับเป็นนักลงทุนต่างชาติที่มีการซื้อขายมากขึ้น หลังจากนี้วอลุ่มการซื้อขายจึงน่าจะเบาบางลง จากที่เบาบางอยู่แล้ว

"นักลงทุนรวมถึงผู้ประกอบการก็คงต้องติดตามดูสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด เพราะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางลบ ส่งผลให้ภาพรวมอุตสาหกรรมโบรกเกอร์ รวมถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปีไม่ค่อยดี"

นางภัทธีรายังกล่าวอีกว่า ในวันที่ 23 ม.ค.นี้ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยจะมีการประชุมประจำเดือน โดยมีวาระที่จะหารือกันถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศต่อธุรกิจ และเศรษฐกิจไทย โดยในส่วนของภาคธุรกิจหลักทรัพย์นั้น นอกจากผลกระทบต่อการเดินทางมาทำงานของพนักงานแล้ว ล่าสุดเห็นได้ว่ามีผลกระทบทำให้ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ (วอลุ่ม) ปรับลดลง เห็นได้ชัดจากวอลุ่มการซื้อขายเมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ปรับลดลงมาอยู่ในระดับไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท

"วอลุ่มการซื้อขายปรับลดลงมามาก อยู่ในระดับ 2 หมื่นล้านบาท ผลจากความกังวลความรุนแรงของสถานการณ์การชุมนุม ที่มีการขว้างระเบิดกัน ทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าปริมาณวอลุ่มที่ลดลงแรงจะเป็นเพียงสถานการณ์ระยะสั้นเท่านั้น หากสถานการณ์คลี่คลายการลงทุนก็จะกลับมา โดยในวันที่ 23 ม.ค.นี้จะมีการประชุมประจำเดือนของสภาธุรกิจตลาดทุนไทย ก็จะมีการพูดคุยกันถึงผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมืองด้วย"

ด้านนายเจริญ เอี่ยมพัฒนธรรม ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เคทีซีมิโก้ กล่าวว่า ภาพรวมการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทยเช้าวานนี้ แกว่งตัวในแดนบวก เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ที่แกว่งตัวในแดนบวก หลังจากที่จีนได้รายงานยอดค้าปลีกในเดือนธันวาคมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับสถานการณ์การเมืองภายในประเทศที่ถือว่ายังคงไม่มีเหตุการณ์รุนแรงมากนัก

อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ ความคืบหน้าของสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ รวมถึงผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งมีการคาดการณ์ทั้งสองด้านทั้งลดดอกเบี้ยและไม่ลดดอกเบี้ย เนื่องจากประเมินว่าสถานการณ์ที่มีผลกับเศรษฐกิจในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นปกติและอาจจบลงได้ในอนาคตอันสั้น โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำนักลงทุนให้ลงทุนแบบเก็งกำไรในหุ้นขนาดกลาง - เล็ก เนื่องจากประเมินว่าในช่วงนี้ ดัชนีอยู่ในลักษณะขาขึ้นระยะสั้น ทั้งนี้ ประเมินกรอบแนวรับที่ระดับ 1,284 จุด และประเมินแนวต้านที่ระดับ 1,314 จุด

บล.เคเคเทรด วิเคราะห์ว่า มีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ภายในสัปดาห์นี้ ประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในกรณีประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯอย่างเดียวไม่รวมปัจจัยอื่น ไว้ค่อนข้างจำกัด มองดัชนีอยู่ที่ 1,270-1,260 จุด เนื่องจากสถิติพบว่าหลังการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 6 ครั้งที่ผ่านมา (ปี 2548-2553) ดัชนีปรับตัวลงเฉลี่ย 0.9% และ 1.0% หลังการประกาศใช้ 1 วัน และ 1 สัปดาห์ ก่อนที่จะปรับตัวขึ้น 3.4% หลังการประกาศใช้ 1 เดือน ขณะที่ยังคงให้น้ำหนักกับการเลื่อนการเลือกตั้ง และสถานะของนายกรัฐมนตรีเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่จะส่งผลให้ดัชนีลงไปต่ำกว่า 1,260 จุดมากกว่า โดยที่ในระยะสั้นแนะนำให้จับตาความเป็นไปได้ที่ประธานกรรมการเลือกตั้ง ( กกต.) จะนำประเด็นการเลื่อนการเลือกตั้งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาชี้ขาดภายในสัปดาห์นี้

อย่างไรก็ดีจากสถิติของตลาดหุ้นไทย พบว่าประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิออกมามากที่สุด ในจำนวนกฎหมายความมั่นคงที่มีอยู่ 3 ฉบับ หรือโดยเฉลี่ยราว 4.4 พันล้านบาท และ 7.8 พันล้านบาทหลังการประกาศใช้ 1 สัปดาห์ และ 1 เดือน ขณะที่ในส่วนของการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ 7 ครั้งที่ผ่านมา (ปี 2550-2555) พบว่านักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเข้ามาเฉลี่ย 2.8 พันล้านบาท และ 11.8 พันล้านบาทหลังการประกาศใช้ 1 สัปดาห์ และ 1 เดือน และการประกาศใช้ พ.ร.บ.กฎอัยการศึกฯครั้งล่าสุด (ปี 2549) พบว่านักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิเข้ามาเฉลี่ยถึง 7.7 พันล้านบาท และ 17.1 พันล้านบาทหลังการประกาศใช้ 1 สัปดาห์ และ 1 เดือน