ทีวีดิจิทัล...ต้นทุนเพิ่มแต่เปิดโอกาสธุรกิจในระยะยาว
กำลังขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจสื่อทีวี
BEC เตรียมขึ้นเป็นนำในธุรกิจสื่อทีวีหลังคว้าใบอนุญาตทีวีดิจิทัลมาได้ 3 ใบมากที่สุด ทำให้มีช่องทีวีในระบบภาคพื้นดิน (เสาก้างปลา) มากที่สุดในประเทศ โดยได้ช่องวาไรตี้ความคมชัดสูง (HD) วาไรตี้ความคมชัดปกติ (SD) และช่องรายการเด็ก ด้วยมูลค่าเงินประมูลรวม 6.5 พันล้านบาท เรามองว่า BEC มีความได้เปรียบในการแข่งขันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ (ช่อง 3) ที่ได้รับการยอมรับ มีพิธีกรและนักแสดงชื่อดังจำนวนมาก และมีประสบการณ์ในธุรกิจสื่อทีวีกว่า 40 ปี เราคาดว่าทีวีดิจิทัลจะช่วยต่อยอดการเติบโตให้กับ BEC ในอนาคต แต่ในช่วง 3 ปีแรกจะเป็นตัวฉุดผลประกอบการโดยรวม
คาดใช้เวลา 4 ปีทำให้การลงทุนทีวีดิจิทัลพลิกเป็นกำไร
เราประเมินว่าการลงทุนทีวีดิจิทัล 3 ช่องในปีแรกจะทำให้ BEC มีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากเดิมราว 1.4 พันล้านบาท ประกอบด้วย ต้นทุนคงที่รวม 520 ล้านบาท (ค่าตัดจำหน่ายเงินประมูล ค่าบริการโครงข่าย ค่า Up-link ขึ้นดาวเทียม) และต้นทุนอื่นๆ อีก 870 ล้านบาท (ค่าผลิตและจัดหารายการและอุปกรณ์) ในขณะที่รายได้ค่าโฆษณาที่เพิ่มขึ้นจากทีวีดิจิทัลคาดอยู่ที่เพียง 540 ล้านบาท เนื่องจากโครงข่ายทีวีดิจิทัลยังไม่ครอบคลุมทำให้ไม่สามารถหารายได้อย่างเต็มที่ทำให้มีผลขาดทุนขั้นต้นกว่า 850 ล้านบาทในปีแรก อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าการลงทุนทีวีดิจิทัลจะพลิกเป็นกำไรในปีที่ 4 ราว 630 ล้านบาท และเติบโตก้าวกระโดดเป็น 1.3 พันล้านบาทในปีถัดไปหลังจากโครงข่ายทีวีดิจิทัลครอบคลุมครัวเรือนทั่วประเทศ
ปรับมูลค่าเหมาะสมลงสะท้อนความเสี่ยงกำไรปี 2557 ลดลง
เราปรับลดประมาณการกำไรปี 2556 – 2557 ลงจากเดิม 2% และ 21% ตามลำดับ สะท้อนความเสี่ยงความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศ รวมผลกระทบการลงทุนทีวีดิจิทัลในที่คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นไม่ทันต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2557 จะลดลง 14% YoY มาอยู่ที่ 4.7 พันล้านบาท และปรับลดมูลค่าเหมาะสมหุ้น BEC ลงจากเดิม 21% เป็น 47.30 บาท โดยยังคงประเมินด้วยวิธีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E Ratio) ที่ 20 เท่า ซึ่งเป็นกรอบล่างของค่า P/E Ratio หุ้น BEC ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา








