วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองป่วนหุ้นไทย ต่างชาติลดลงทุน

โกลแมน แซคส์ ชี้การเมืองไทยวุ่นข้ามปีฉุดดัชนีติดลบ 33% สอดรับไดวา ซิเคียวริตี้ส์ กรุ๊ปมองการเมืองเป็นความเสี่ยงทำศก.ชะลอ ปรับลดน้ำหนักลงทุน

ขณะที่การประท้วงของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการล้มรัฐบาลรักษาการของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้ดำเนินมานานกว่า 2 เดือน จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศนั้น

ล่าสุด โกลด์แมน แซคส์ ธนาคารชั้นนำระดับโลกจากสหรัฐ ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง"ประเทศไทย: เร็วเกินไปที่จะเพิ่มลงทุน..ให้เฟ้นเลือกหุ้น" ระบุว่าดัชนีหุ้นไทยในรูปของเงินดอลลาร์สหรัฐ นับจากวันที่ 13 ต.ค.ปีที่แล้วจนถึง 14 ม.ค.ปีนี้ ปรับลดลง 23% และลดลง 33%จากระดับสูงสุดเมื่อวันที่ 13 พ.ค.ปีก่อน ทำให้ตลาดไทยมีผลประกอบการย่ำแย่เทียบตลาดอื่นในภูมิภาคเอเชีย

ทั้งนี้การปรับตัวลงของตลาดช่วงกลางปีที่ผ่านมา เกี่ยวข้องกับความกังวลการลดใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน (คิวอี) และเชื่อว่าการปรับลงอย่างมากของตลาดหุ้นไทยเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นผลจากความตึงเครียดทางการเมืองในประเทศ บวกกับผลกระทบเชิงลบที่มีต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่นความเสี่ยงขาลงมีผลต่อการเติบโต เพราะการลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานลดลง การประท้วงอย่างต่อเนื่อง และการเลือกตั้งทั่วไปที่กำหนดจัดขึ้นวันที่ 2 ก.พ. ทำให้ภาวะแวดล้อมทางการเมืองและการลงทุนเป็นสิ่งคาดการณ์ไม่ได้

ย้อนอดีตการเมืองป่วน

ทีมงานโกลด์แมน แซคส์ ได้ศึกษาเชิงลึกย้อนวิเคราะห์ผลประกอบการตลาดหุ้นช่วงเกิดภาวะตึงเครียดทางการเมือง พบว่ามีอย่างน้อย3ช่วงที่ทำสถิติต่ำสุดเทียบผลประกอบการที่ทำได้ต่อเนื่องในอดีต การประเมินมูลค่าตลาดเวลานี้ พบว่าให้ส่วนลด30%เทียบตลาดหุ้นทั้งภูมิภาค ที่คาดการณ์กำไรประมาณ 8-9 เท่า ลักษณะนี้แสดงว่านักลงทุนสามารถรอดูความชัดเจน และปล่อยตลาดให้ปรับตัวดีขึ้นเสียก่อนได้

โกลด์แมน แซคส์ ได้ปรับค่าพีอี หรือ ราคาเทียบกำไรตลาดหุ้นไทยช่วง 12 เดือนข้างหน้าจากเดิม 8.2 เท่าในเดือนต.ค.ปี2554 เป็น 13.1 เท่าในเดือนพ.ค.ปี 2556 จากนั้นยังปรับค่าพีอีอีก 2.5 เท่า เป็นผลจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณลดใช้นโยบายผ่อนคลายการเงิน (คิวอี) และความกังวลเรื่องการเมืองในประเทศ

ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยเทรดกันที่ค่าเฉลี่ยคาดการณ์กำไร 10.7 เท่า สอดคล้องกับค่ากลางเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี และให้ส่วนลดเพียง 8% เทียบทั้งภูมิภาค จากการพิจารณาคาดการณ์ค่าพีอีทั้งหมด สรุปได้ว่าตลาดหุ้นไทยราคาไม่แพง แต่มูลค่ายังลงไม่ลึก ตลาดหุ้นไทยดูเหมือนจะยังไม่นับรวมความเสี่ยงที่เกิดจากภาวะแวดล้อมทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง

ความตึงเครียดทางการเมืองช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ความคืบหน้าในการลงทุนสาธารณูปโภคต้องล่าช้าออกไป และหากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ใช้นโยบายผ่อนคลายการเงินอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเสี่ยงขาลงที่มีผลต่อการเติบโตของประเทศ และความเสี่ยงเกิดกับอัตราแลกเปลี่ยนนั้น มีมากขึ้น

การเทขายหุ้นในตลาดไทยของต่างชาติเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นการนำกำไรสะสมได้ออกไป หลังจากเข้ามาลงทุนนับตั้งแต่ปี 2552 บรรดากองทุนรวมที่ยึดมั่นการลงทุนในตลาดเอเชียได้ลดน้ำหนักลงราว 2% แต่การให้น้ำหนักลงทุนยังอยู่เหนือระดับค่ามาตรฐานที่ 5%

ปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ลดลง 60% นับจากต้นปี 2556 เหลือ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.65 หมื่นล้านบาท โกลด์แมน แซคส์ยังแนะนักลงทุนให้คำนึงถึงสภาพคล่อง และดูความเสี่ยงในการเมินตลาด

ให้เป้าดัชนีปีนี้1,430จุด

โกลด์แมน แซคส์ประเมินว่ากรณีตลาดอยู่ในช่วงขาลง ทำให้ผลตอบแทนติดลบ 25% และการปรับขึ้นของตลาดในระยะใกล้ทำให้ผลตอบแทนเป็นบวก 15% และทีมงานโกลด์แมน แซคส์ได้ปรับลดเป้าดัชนีหุ้นไทยช่วง 12 เดือนข้างหน้าไว้ที่ระดับ 1,430 จุด ลดลง5%จากคาดการณ์เดิมให้ไว้ 1,510 จุด พิจารณาจากการเติบโตของกำไรต่อหุ้นปี 2557-2558 และการฟื้นตัวของมูลค่าที่ 11.2 เท่า เทียบกับก่อนหน้านี้ที่ให้ไว้ 11.8 เท่า

ผลจากความไม่แน่นอนมีอยู่มาก ผลตอบแทนประเมินจากความเสี่ยงอยู่ระดับต่ำ ทำให้โกลด์แมน แซคส์ให้น้ำหนักลงทุนตลาดหุ้นไทยต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย และย้ำว่านักลงทุนสามารถเลือกเล่นหุ้นเฉพาะกลุ่ม แต่ควรเน้นถือหุ้นมีกำไรกับผลตอบแทนจากหุ้นทุนเติบโตดี

อีกทั้งราคาหุ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ลดลงมากแล้ว ขณะที่การปรับลดลงของผลประกอบการมีจำกัด จึงแนะนำให้ลงทุนหุ้น แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) , บางจากปิโตรเลียม(BCP)และธนาคารกรุงไทย (KTB)

การเมืองเป็นความเสี่ยง

ด้าน ไดวา ซิเคียวริตี้ส์ กรุ๊ป หรือ ไดวา กลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำของโลกจากญี่ปุ่นก็ตั้งเป้าดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้ที่ระดับ 1,450 จุด และให้น้ำหนักตลาดหุ้นไทยต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย โดยปัจจุบันมองว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในโหมดชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และความเสี่ยงตลาดระยะสั้นมาจากความวุ่นวายทางการเมือง

ไดวาคาดว่า การเติบโตของไทยปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 2.8% และ 3.2% ในปีนี้ ซึ่งคาดการณ์นี้คำนึงถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองไว้แล้ว การปฏิวัติของทหารจะเป็นความเสี่ยงขาลงสำหรับตัวเลขคาดการณ์จีดีพีไทยด้วย และทั้งๆ ที่ภาวะเศรษฐกิจไทยอยู่ช่วงชะลอตัว แต่ไดวาคาดการณ์การเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยไว้เป็นตัวเลขสองหลัก และคาดการณ์การเติบโตกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดไว้ที่ 14.5%ปีนี้ และ 13.2%ปีหน้า

"ในมุมมองของเรา หนทางดีที่สุดจะเอาชนะดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ จะต้องลงทุนเลือกเล่นอย่างมาก และลดน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มใหญ่อย่างพลังงานและแบงก์ เพราะกลุ่มพลังงานขาดวอลุ่มและแรงขับเคลื่อนราคา ส่วนผลตอบแทนจากหุ้นทุนของกลุ่มแบงก์ถึงจุดสูงสุดแล้วในวงจรปัจจุบัน"

แนะเล่นหุ้น4กลุ่มหลัก

อย่างไรก็ตามไดวาแนะเลือกเล่นและลงทุนในหุ้น4กลุ่มหลัก โดยกลุ่มสื่อสารนั้น โทรไร้สาย, บรอดแบรนด์, สาธารณูปโภคด้านไอซีที และผู้ประกอบการธุรกิจดาวเทียม เป็นเซกเมนต์มีทั้งการลงทุนใหม่และอยู่ในวงจรที่กำไรมีการเติบโต และชอบผู้ประกอบการธุรกิจดาวเทียม อย่างไทยคมพิจารณาจากการเติบโตของผลประกอบการ และชอบสามารถ คอร์ปอเรชั่น มีบทบาทด้านสาธารณูปโภคไอซีที

ด้านหุ้นกลุ่มการท่องเที่ยว ไดวามองว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมยืดหยุ่นมากที่สุดของไทย จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และสามารถผ่านรอดพ้นภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นสึนามิในปี 2547 ความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ

การเติบโตของภาคท่องเที่ยวได้แรงขับเคลื่อนจากต้นทุนการดำรงชีวิตต่ำ อาหารอร่อยกับความสวยงามของธรรมชาติและทัศนคติเป็นบวกต่อต่างชาติ เป็นต้น จึงแนะให้เข้าไปลงทุนในท่าอากาศยานไทย (AOT), ลงทุนในกลุ่มโรงแรมที่ชื่นชอบอย่างโรงแรมเซ็นทรัล พลาซ่า แต่ไม่ชื่นชอบสายการบินต่างๆ เพราะการเกิดโรงแรมใหม่ๆ ปีที่ผ่านมา ทำให้ผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ได้รับนั้นลดลง

ไดวายังแนะให้เพิ่มน้ำหนักลงทุนหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภค ผลจากการอนุมัติงบประมาณรัฐปี 2557 คาดว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลในภาคธุรกิจนี้ จะขยายตัวได้ในปีนี้

ขณะที่หุ้นกลุ่มอาหารนั้นไดวาชี้ว่าอุตสาหกรรมอาหารมีฐานการเติบโตต่ำในปีที่แล้ว อาจทำให้ภาพผลประกอบการในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะผลประกอบการของเจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) กับไทย ยูเนี่ยน โฟรเซ่น (TUF) พลิกฟื้นในปีนี้

เจพีฯมองตลาดลงปานกลาง

อย่างไรก็ตามเจ.พี. มอร์แกน ธนาคารชั้นนำอีกแห่งหนึ่งจากสหรัฐ ได้วิเคราะห์ตลาดหุ้นไทย พร้อมแนะนำนักลงทุนเริ่มต้นเข้าไปสะสมหุ้นรายตัวเกี่ยวข้องกับการส่งออก

ทั้งนี้ดัชนีหุ้นไทยปรับลง 13%ในไตรมาสสุดท้ายปีก่อน และตลอดปีที่ผ่านมาลดลง 20%จากระดับสูงสุด เจ.พี.มอร์แกนชี้ทางแก้ปัญหา ระหว่างกลุ่มผู้คัดค้านต่อต้านรัฐบาลและรัฐบาลรักษาการยังไม่ชัดเจน จะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายให้บรรลุผลสำเร็จ และขัดขวางโครงการสาธารณูปโภคที่สำคัญ การส่งออกบวกค่าบาทช่วยขีดแข่งขันเพิ่มขึ้น และดอกเบี้ยในตลาดซื้อคืนพันธบัตร (repo rate) อยู่ระดับต่ำ ช่วยผ่อนคลายปัญหาที่ยังไม่ลงตัว

ทั้งนี้เจ.พี.มอร์แกน แนะนำให้ซื้อหุ้นเกี่ยวข้องกับการส่งออกอย่างเจริญโภคภัณฑ์อาหาร(CPF) และไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF), หุ้นพีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และหุ้นซีพีออลล์ (CPALL) พร้อมแนะให้เลี่ยงหุ้นกลุ่มสื่อสารเพราะมองว่ามีราคาแพง