วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ทุนซามูไร'เฮโลยึดไทย เสิร์ฟบริการเจาะอาเซียน

ปรากฏการณ์ทุน "ซามูไร" เฮโลยกทัพธุรกิจบริการรุกไทย เป็นสะพานเชื่อมต่อเวทีการค้า ภูมิภาค "อาเซียน" หนีจุดตายธุรกิจหมดหนทางโต การบริโภคอิ่มตัว

รูดม่านผ่านพ้นไปแล้วสำหรับปีเก่า ปีที่นักธุรกิจนักลงทุนไทยบ่นอุบว่า เศรษฐกิจแย่ กำลังซื้อไม่ดี มิหนำซ้ำยังเจอ "โจทย์หิน" นั่นคือ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่วุ่นวายตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย. ลากยาวข้ามปีมาจนถึงปฏิบัติการปิดกรุงเทพฯ

"การเมือง" เรื่องใหญ่ที่มักกระเทือนต่อม "ความเชื่อมั่น" ของ "นักลงทุน" โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ต้องหอบเงินข้ามน้ำข้ามทะเลมาลงหลักปักหมุดในประเทศไทย ครั้นเจอความขัดแย้งของคนในชาติหลายรายก็ออกอาการแตะ "เบรก" ลงทุนไทย ที่เจ้าใหญ่ยังคงเป็น "ทุนซามูไร"

โดยในปี 2556 ครองแชมป์การเข้ามาลงทุนสูงสุด จำนวน 562 โครงการ เงินลงทุนรวม 282,848 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 54% ของมูลค่าลงทุนตรงจากต่างประเทศทั้งหมด รองลงมาคือจีน ที่มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 45 โครงการ มูลค่าการลงทุน 42,530 ล้านบาท มาเลเซีย จำนวน 35 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 29,190 ล้านบาท สิงคโปร์ จำนวน 93 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 22,781 ล้านบาท และฮ่องกง จำนวน 39 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 20,181 ล้านบาท

ทว่า...สิ่งที่น่าสนใจในปรากฏการณ์ลงทุนจากญี่ปุ่น เมื่อพิจารณาจากขนาดการลงทุนพบว่า การลงทุนขนาด "ย่อม" มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท เข้ามามีบทบาทบนสังเวียนธุรกิจประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ของปีที่ผ่านมา พบว่า มีจำนวนมากถึง 130 โครงการ แบ่งเป็นโครงการขนาด 50-99 ล้านบาท จำนวน 46 โครงการ ส่วนอีก 133 โครงการ มีมูลค่าโครงการกว่า 100 ล้านบาทขึ้นไป

"บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา" ประธานเครือสหพัฒน์ ผู้ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภครายใหญ่ของประเทศ องค์กรเก่าแก่อายุ 70 ปี ผูกมิตรกับทุนซามูไรมายาวนานตั้งแต่ยุคก่อตั้ง จากรุ่น 1 สู่รุ่น 2 และรุ่น 3 โดยปัจจุบันมีบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่น

เขาวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทุนญี่ปุ่นบุกไทยให้ฟังว่า ประการแรก น่าจะเกิดจากปมขัดแย้งทางการเมืองระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่อ้างกรรมสิทธิ์เหนือหมู่เกาะเตียวหยูจนนำไปสู่ข้อพิพาท กลายเป็นความบาดหมางกันมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ร้ายไปกว่านั้นยังถูกซ้ำเติมด้วยแผลเก่าจากประวัติศาสตร์ที่จีนเคยเป็นเมืองขึ้นของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม ผ่านมาญี่ปุ่น "ทุ่ม"การลงทุนในประเทศไปไม่น้อย ด้วยเหตุผลของการเป็น "ตลาดใหญ่" ด้วยขนาดประชากร 1,300 ล้านคน แต่ปมขัดแย้งหมู่เกาะ ทำให้ญี่ปุ่นหมางใจ และเบนเข็มทิศการลงทุนออกจากจีนอย่างต่อเนื่อง ในจังหวะที่อาเซียนเริ่มเนื้อหอมมากขึ้นเรื่อยๆ จากการก่อตัวของประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปลายปี 2558 ที่ทุนญี่ปุ่นจำเป็นต้องเร่งเครื่องมาแผ่อิทธิพลทางการค้าเพิ่มมากขึ้น

"อาเซียน" ยังเป็นคำตอบที่ "ง่าย" ต่อการปักหมุดลงทุน เพราะ "อิทธิพล" ของญี่ปุ่นที่เคยขยายเข้ามายังภูมิภาคนี้แต่กาลก่อน

ระหว่างอาเซียนด้วยกัน "บุณยสิทธิ์" มองว่า "ประเทศไทย" คือประเทศที่น่าลงทุนมากที่สุด จากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เป็น "ศูนย์กลาง" อาเซียน ซึ่งเป็นเป้าหมายของทุนข้ามชาติที่ต้องการปักหลักเพื่อใช้ไทยเป็น "ศูนย์กลาง" การลงทุนในภูมิภาคนี้

หากแต่ธุรกิจที่เข้ามาในไทยยุคนี้ต่างจากอดีตเมื่อ 40 ปีก่อน ที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นภาคการผลิตไม่ว่าจะเป็นค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นทุกค่าย อุตสาหกรรมไฟฟ้าและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ ต่างจากยุคนี้เป็นจังหวะของ "ธุรกิจบริการ" ที่จะมาไขว่คว้าหา "โอกาสทอง" ทางการตลาด ภายใต้เวทีการค้าเสรี

"จากนี้ไปคือยุคของธุรกิจเซอร์วิสทั้งแบงก์(ธนาคาร) ประกัน อาหาร ร้านอาหาร ค้าปลีก โลจิสติกส์ จะเฮโลมาเลยนะ ตอนนี้มากันเป็นยกโหล นี่คือญี่ปุ่น" เสี่ยบุณยสิทธิ์ ย้ำ ก่อนจะบอกว่า ทุนญี่ปุ่นในเซ็คเตอร์ "อุปโภคบริโภค" ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย

อีกแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ทุนทัพญี่ปุ่นดาหน้าเข้ามาในอาเซียน แม่ทัพใหญ่เครือสหพัฒน์ ยังระบุว่าเกิดจาก "พิษสง" ของ "ภัยธรรมชาติ" ของความเป็นเกาะของญี่ปุ่น ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า “วงแหวนแห่งไฟ” (The Ring of Fire) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดแผ่นดินไหว และภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง

ตามวัฏจักรในรอบ 100 ปีกรุงโตเกียวจะเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ โดยวงรอบของเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังจะเวียนมาบรรจบในไม่ช้า บรรดาทัพธุรกิจแดนซามูไร จึงวิ่งวุ่นวางแผนหาฐานการผลิตแห่งที่ 2

โดยเสี่ยบุณยสิทธิ์ ให้นิยามว่าเป็น "Second site"

"แผ่นดินไหวเขาไม่ได้พูด แต่ฉันวิเคราะห์ นี่เป็นปัจจัยทำให้ญี่ปุ่นเขารีบออกมาจากประเทศของเขาเพราะ 100 ปีก่อน โตเกียวมีแผ่นดินไหว และเซอร์เคิลแผ่นดินไหว 100 ปีมีครั้ง เขาก็ห่วงว่าจะเกิดขึ้นอีก จึงพยายามวางแผน ถ้าเกิดแผ่นดินไหวจะตั้งหลักไม่ติด จึงต้องมี second site อย่างโรงงานก็ต้องมีโรงงานสำรองไว้อีกประเทศ เหมือนเมืองไทยน้ำท่วม ต่อไปเขาก็ต้องมีโรงงาน 2 แห่งในไทยเพื่อบริหารความเสี่ยง"

ขณะที่ปัจจัยค่าเงินเยนอ่อน เสี่ยบุณยสิทธิ์ มองว่าเป็นอีกเหตุผลของอาการไอ้เสือเพ่น เพราะหลัง "ชินโซ อาเบะ" นั่งเก้าอี้ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเมื่อปี 2555 ก็ประกาศนโยบายแข็งกร้าว "อาเบะโนมิคส์" (Abenomics) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายทางการเงิน "เยนอ่อน" ทันที

จากนโยบายทางการเงินเยนอ่อน เมื่อปลายปีที่ผ่านมา (19 พ.ย.2556) เงินเยนแตะระดับ 100 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงจากก่อนหน้านี้อยู่ที่ระดับ 70-80 กว่าเยนต่อดอลลาร์สหรัฐ

"ตอนนั้นอาเบะ ตบผัวะ ค่าเงินเยนก็แตะ 100 เยนต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ก็คืออ่อนเลย" ผลพวงที่เกื้อหนุนธุรกิจของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 3 ของโลกอย่างญี่ปุ่น คือ ทรัพย์สินที่ออกไปลงทุนทั่วโลกและรายได้ที่พุ่งขึ้น แปลงกลับมาเป็น "กำไร" ในพริบตา

"ญี่ปุ่นลงทุนในต่างประเทศเยอะ พอเงินเยนอ่อน ทำให้ทรัพย์สินที่อยู่ในต่างประเทศแปลงกลับมามีกำไรทันที โอ้โห!ขึ้นมากี่เปอร์เซ็นต์ ตรงกันข้ามกับของเรา เงินบาทแข็งอย่างเดียวทั้งที่ชั้นบอกให้เอาบาทอ่อนก็ไม่เชื่อ ก็ไม่รู้จะทำยังไง ตอนนี้บาทอ่อนช้าไปแล้ว เจ๊งไปเยอะแล้วนะ ตอนนั้นพังแล้วนะเศรษฐกิจตกหลุมอากาศแล้วไม่เชื่อตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว"

นอกจากนี้ ข้อมูลจากบีโอไอ ที่อ้างอิงบันทึกการสนทนาระหว่างรักษาการนายกรัฐมนตรีไทย "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" กับ "ซูซูมุ อูเนโนะ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ (14 ส.ค.2556) ระบุแนวคิดการลงทุนของญี่ปุ่นอย่าง "Thailand+1" นั่นคือ การขยายการลงทุนจากประเทศไทยไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งญี่ปุ่นสนใจจะขยายฐานผลิตไปยังอินโดนีเซียมากที่สุด ตามด้วยเวียดนาม และพม่า

ยุทธวิธีดังกล่าว สอดคล้องกับความเห็นของผู้กุมบังเหียนสหพัฒน์ ที่ลงลึกในรายละเอียดว่า

นั่นเป็นเกม "งัดข้อ" มหาอำนาจเศรษฐกิจเบอร์ 2 ของโลกอย่างจีน

"ญี่ปุ่นเขาก็จะพยายามผูกมิตรกับอาเซียน มันเป็นทั้งเหตุผลทางการเมืองและเศรษฐกิจ การวิ่งรอบหนึ่งเขาไม่วิ่งแค่เศรษฐกิจอย่างเดียว แต่วิ่งการเมืองไปด้วย เขาอยากจะได้ว่ามีเพื่อนเยอะ เขาก็กลัวจีนจะเบียบดเขา เขาก็พยายามจะออกไป" เสี่ยบอก และขยายความแนวคิดการลงทุน "Thailand+1" ให้ฟังว่า ไทย กัมพูชาและพม่า ล้วนเป็นตลาดที่ดี โดย 2 ประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นตลาดเล็ก โครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่พร้อม การจะไปเข้าไปลงทุนทันทีก็คือ "ความเสี่ยง" จึงต้องการให้มีสะพานทอดข้ามไป โดยใช้ "ไทย" เป็น "สะพาน"

ทว่า...การเมืองที่ก่อตัวเกิดการ "ชุมนุม" จะบั่นทอนและทำลาย "ความเชื่อมั่น" ของชาติอ่อนไหวอย่างญี่ปุ่นหรือไม่นั้น เสี่ยบุณยสิทธิ์ ถ่ายทอดประสบการณ์ค้าขายกับนานาชาติมานานทั้งจีน ไต้หวัน ฮ่องกง ญี่ปุ่น หรือแม้ชาติตะวันตกอย่างทุนฝรั่งมังค่า ล้วนเป็นคนละรูปแบบ

ตัวอย่างเช่น บมจ.ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ ในเครือสหพัฒน์เคยร่วมทุนกับไต้หวันผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า พอช่วงที่ประเทศไทยมีสัมพันธภาพกับจีนแผ่นดินใหญ่(นิยามในอดีต) ไต้หวันก็ผวา ถอนการลงทุนทันที จีนและฝรั่งเองก็เช่นกัน พอเกิดเหตุการณ์ต่างๆขึ้น จะถอยและถอนทุนทันที

เว้นไว้ก็แต่ "ญี่ปุ่น" !

"ญี่ปุ่นเวลาลงทุนเขาค่อนข้างจะผูกยาว อย่างฝรั่งกับจีน ช่วงนี้ถ้าเขามองว่าสินค้าตัวนี้ดี ก็เอาตัวนี้ ถ้าไม่ดีก็ทิ้งเลย ไม่มองระยะยาว ขณะที่ญี่ปุ่น แม้มีเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หรือวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 อะไรพวกนี้ เขาจะไม่ถอย นี่ต้องเข้าใจการลงทุนกับญี่ปุ่น จะอึด มองถึง Long term (ระยะยาว) " เสี่ยเล่า

"เราคุยธุรกิจกับญี่ปุ่นมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อ(ดร.เทียม โชควัฒนา ผู้ก่อตั้งเครือสหพัฒน์) และเรียนรู้กับชาวญี่ปุ่น ซึ่งจริงๆเราก็รู้จักทั้งนักลงทุนไต้หวัน ฮ่องกง แต่พอคุยไปคุยมาญี่ปุ่นก็จะเยอะขึ้น"

สิ่งที่ต้องจับตามองอนาคต คือทุนญี่ปุ่นจะเข้ามาจีบองค์กรไหนของไทยเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อปูพรมสู่ตลาดระดับภูมิภาคอาเซียน ในอดีต(ปี2551)เครือสหพัฒน์ก็มีบริษัทร่วมทุนกับญี่ปุ่นถึง 64 บริษัท จากกว่า 300 บริษัทในเครือ และล้วนเป็น "บิ๊กเนม" เบอร์ 1 ใน 3 ของเซ็คเตอร์นั้นๆ เช่น มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ที่เสี่ยเปรยว่าเครือยังเล็กมากเมื่อเทียบกับมิตซูฯที่มีนับ "พันบริษัท" กระทั่งการร่วมทุนกับลอว์สัน อิงค์ เจแปน เบอร์ 2 ค้าปลีกทุนซามูไร ลุยร้านสะดวกซื้อลอว์สัน 108

การผนึกกับบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น และห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล รุกทีวีช็อปปิ้งผ่าน Shop Chanel (ช็อป ชาเนล) การเปิดร้านยา "ซูรูฮะ" บริษัท ซูรูฮะ (Tsuruha) ประเทศญี่ปุ่น ที่คร่ำหวอดในตลาดแดนปลาดิบนานกว่า 80 ปี เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นการขับเคลื่อนธุรกิจบริการและค้าปลีก ต่างจากอดีตที่เครือสหพัฒน์เติบโตจากรากฐานการผลิตและมีบริษัทญี่ปุ่นเป็นพาร์ทเนอร์มากมาย

เช่น อิโตชู คอร์ปอเรชั่น รุกร้านแฟมิลี่มาร์ทครั้งแรก, ซัมซุง ในธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า และประกันชีวิต, บริษัท ไลอ้อน ประเทศญี่ปุ่น ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค, นิสชิน ฟูดส์ ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป, วาโก้ คอร์ปอเรชั่น ผลิตชุดชั้นในสตรีวาโก้, คิวพี คอร์ปอร์เรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ผลิตน้ำสลัด มายองเนสฯแบรนด์คิวพี, คายามะ คอร์ปอเรชั่น (Kayama) ผลิตเครื่องสำอาง เป็นต้น

โดยปัจจุบันเครือสหพัฒน์ฯ มีบริษัทร่วมทุนญี่ปุ่นมากกว่า 60 บริษัท !!!

แม้แม่ทัพใหญ่สหพัฒน์แม้จะอายุไม่น้อย (76 ปี) ทว่าในใจผู้เฒ่ายังไม่หยุดคิดที่จะสยายอาณาจักรแสนล้านให้ยิ่งใหญ่ อย่างผู้สูงวัยแต่ใจหนุ่ม

โดยเสี่ยเปรยว่าช่วงนี้ เนื้อหอม ทุนซามูไรมาจีบมากมาย และเจรจาธุรกิจกันนับสิบราย และย้ำว่านี่เป็นปรากฏการณ์ที่มากกว่าปกติ แต่ก็อุบไว้ไม่เปิดเผยว่ามีรายใหญ่จากธุรกิจไหนบ้าง เพราะธรรมเนียมของญี่ปุ่นจะเคร่งครัดมาก ทุกอย่างจะต้องลงนามเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อป้องกันข้อมูล "รั่ว" ก่อนเล่าติดตลกว่า

"บางบริษัทถ้ามาทำสัญญาทำธุรกิจในเมืองไทย หุ้นเขาจะขึ้น แต่ถ้าทำสัญญาเข้าไปลงทุนในจีนหุ้นตก" เสี่ยบุณยสิทธิ์บอกเคล็ดลับพร้อมเสียงหัวเราะ

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าภูมิศาสตร์ของไทยจะดี แต่สิ่งสำคัญที่ทุนซามูไรจะพิจารณาก่อนลงทุนคือ "เสถียรภาพ" ด้านต่างๆ ผสานกับ "ความสัมพันธ์อันดี" การที่ญี่ปุ่นเข้ามาทำการค้าลงทุนเมืองไทยเป็นจำนวนมาก จึงเกิดจากการสอบถามกันเองในหมู่บริษัทญี่ปุ่นที่เข้ามาในไทย ว่าองค์กรหรือพันธมิตรรายไหนที่เขาควรจะเข้าไปร่วมมือทางธุรกิจ

ดังนั้นสำหรับสหพัฒน์ ที่จับมือเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่นได้เพราะมี "ชื่อเสียง" ในเมืองไทยได้เปรียบตรงที่ร่วมกับญี่ปุ่นมาตั้งแต่แรก

"เราร่วมทุนกับเขาไม่เคยทำให้ญี่ปุ่นเดือดร้อน ก็ถูกพูดต่อๆไป โดยสังคมญี่ปุ่น ถ้าไม่ดีก็จะพูดบอกต่อกันหลายชั่วอายุคน เช่นเดียวกันหากดีก็จะถูกกล่าวขานต่อๆไป ซึ่งเรา(เครือสหพัฒน์) ค่อนข้างเป็นบริษัท ที่เป็นที่รู้จักของญี่ปุ่น"
ถามต่อว่าขณะนี้มีนักธุรกิจญี่ปุ่นเข้ามาดอดจีบดีลการค้าขายบ้างหรือไม่ เสี่ยอมยิ้มก่อนแย้มว่า

"ตอนนี้มีคุยกันเป็นสิบราย ถือว่าเป็นการคุยที่เยอะกว่าปกติเลย แต่เขาไม่ได้วิ่งหาแค่สหพัฒน์นะ เดี๋ยวนี่ญี่ปุ่นเขาเก่ง เขาก็มาคุยกับคนโน้นทีนึงคนนี้ทีนึง มาช็อปน่ะ ซึ่งเราคุยกับนักธุรกิจญี่ปุ่นตั้งแต่รุ่นคุณพ่อและเรียนรู้จากญี่ปุ่น" แถมตบท้ายว่า

"ในปี 2557 มีหลายตัว(ดีล)ที่น่าจะบรรลุผลสำเร็จ"

ขณะที่บริษัทในไทยที่มีศักยภาพใกล้เคียงสหพัฒน์ คุณสมบัติเหมาะจะถูกจับคู่กับทุนญี่ปุ่นมีหลายค่ายไล่ตั้งแต่ยักษ์ใหญ่อาหารอย่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ,กลุ่มเซ็นทรัล ของตระกูลจิราธิวัฒน์ และกลุ่มทีซีซี ของเสี่ยเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ประจักษ์ทุกวันนี้คือการร่วมทุนในธุรกิจค้าปลีกอย่างร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่ผนึกกับซีพีออลล์, แฟมิลี่มาร์ท ร้านสะดวกซื้อสัญชาติญี่ปุ่นที่ผสานกับกลุ่มเซ็นทรัล และลอว์สัน อิงค์ ร้านสะดวกซื้ออันดับต้นๆในญี่ปุ่น ที่ร่วมกับกลุ่มสหพัฒน์ เป็นต้น
--------------------------------------------------
"สังคมสูงอายุ"
ผลักทุนญี่ปุ่นโตนอกบ้าน

หญิงเหล็กแห่งวงการธุรกิจ "กอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมไทย-ญี่ปุ่น ประเมินว่า ทั้งปัญหาความขัดแย้งกับจีนที่เกิดขึ้นเป็นระลอกๆ และลักษณะประชากรศาสตร์ของญี่ปุ่นที่ล่วงสู่สังคมผู้สูงอายุ อีกทั้งการเกาะติดของกลุ่มอุตสาหกรรม(คลัสเตอร์)ต่างๆ เป็นเหตุผลทำให้ทุนญี่ปุ่นดาหน้าเข้าไทย

"โรงเรียนญี่ปุ่นในประเทศไทยถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก เป็นจำนวนหลักร้อยโรง เห็นจะได้" เธอบอกว่านี่คือผลของบรรดาบุตรหลานของนักธุรกิจที่ต้องติดสอยห้อยตามพ่อแม่ที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย จึงมีโรงเรียนเปิดใหม่ทุกเดือน

นอกจากนี้ แนวโน้มทุนญี่ปุ่นยังไหลเข้าไทยต่อเนื่อง เพราะมองไกลถึงการเกาะกุมตลาดอาเซียน หากมองระยะสั้น แน่นอนว่าค่าเงินเยนผันผวนย่อมมีผลต่อการออกไปลงทุนนอกบ้าน

เธอบอกว่า การมาของทุนซามูไรมักจะมาเป็น "กลุ่มทุน" โดยมีบิ๊กเนมนำทัพ เช่น มิตซูบิชิ คอร์ปอเรชั่น ก็จะพาคลัสเตอร์ญี่ปุ่นที่ยังมีประสบการณ์ธุรกิจนอกบ้านไม่มากนักมาด้วยเป็นพรวน

อย่างไรก็ตามหากไทยต้องการ "ดูด" เม็ดเงินลงทุนจากญี่ปุ่น เธอกระตุกหน่วยงานสำคัญอย่างบีโอไอถึงนโยบายการ "ยกเลิกโซนนิ่ง" (กำหนดเขตส่งเสริมการลงทุน) ว่า อาจจะกระทบต่อการลงทุนในอนาคต เพราะในอดีตโซนห่างไกล เช่น โซน 3 จำนวน 59 จังหวัดนั้นค่าจ้างแรงงานต่ำจูงใจให้นักลงทุนออกไปลงทุน แต่วันนี้ค่าแรงเท่ากันทั่วประเทศ ยิ่งไม่มีโซนนิ่งทำให้ผู้ประกอบการล้วนอยากอยู่ใกล้กรุงเทพฯดีกว่า สะดวกต่อการขนส่งสินค้า ใกล้ท่าเรือ ที่สำคัญสิทธิประโยชน์อื่นๆก็ได้เท่ากัน ทำให้การลงทุนเกิดการกระจุกตัวในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ ไม่เกิดการกระจายการลงทุน

"นักลงทุนญี่ปุ่นเชื่อใจเรามากหน่อย ว่าอยู่ไทยแล้วสบายสุด คนญี่ปุ่นก็ชอบคนไทย ซึ่ง "คน" มีบทบาทมาก และยังมองว่านักลงทุนญี่ปุ่นยังกลับเข้ามาลงทุนในไทยเรื่อยๆ"
------------------------------------------------

ญี่ปุ่นส่องไทย
กุญแจสำคัญสู่เออีซี

มุมมองของนักลงทุนญี่ปุ่นอย่าง "นิชิ ฮิเดโนริ" ประธานกรรมการ บริษัท คาโกเมะ จำกัด พี่เบิ้มแห่งวงการผลิตภัณฑ์มะเขือเทศในญี่ปุ่น 111 ปี มียอดขายทั่วโลกราว 6 หมื่นล้านบาท ก็ร่วมทุนกับอิโตชู เทรดดิ้ง และบริษัทโอสถสภาของไทย ก็ส่งแบรนด์ "คาโกเมะ" เปิดเซ็กเมนต์ใหม่น้ำมะเขือเทศสกัดเข้มข้นแบบช็อต เล่าถึงที่มาของการบุกลงทุนไทยว่า เป็นเรื่องของการดำเนินธุรกิจในระยะยาวเพื่อปูทางสู่ภูมิภาคอาเซียน การปักหลักที่ไทยแห่งแรก เพราะขนาดประชากรมากกว่า 67 ล้านคน ประกอบกับการวิจัยตลาดพบว่า คนไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคไปเรื่อยๆ ทำให้เห็นเทรนด์ตลาดในอนาคต

"ไทยเป็นกุญแจสำคัญสู่ตลาดอาเซียน อีกทั้งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ขณะที่ตลาดในญี่ปุ่นจะไม่เติบโตขึ้น ฉะนั้นอนาคตของธุรกิจญี่ปุ่น จึงต้องออกไปต่างประเทศ"

เขาบอกด้วยว่า ไทยมีจุดแข็งด้านการลงทุนหลายด้าน 1.ขนาดตลาดใหญ่จากประชากร 67 ล้านคน 2.เศรษฐกิจไทยเติบโตดี และมีการขยายตัวของเมืองไปยังต่างจังหวัด 3.พันธมิตรอย่างโอสถสภา มีความใกล้ชิดกับบริษัทญี่ปุ่น และผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพเหมือนกัน และ4.องค์กรธุรกิจไทยจำนวนมากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับญี่ปุ่น

สอดคล้องกับ "คาซูนาริ ยามาโมโตะ" กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอสถสภา คาโกเมะ จำกัด ให้เหตุผลถึงทุนญี่ปุ่นบุกอาเซียนว่า เป็นเพราะตลาดญี่ปุ่น "ไม่โต" อีกแล้ว สวนทางกับอนาคตของตลาดอาเซียนที่โตวันโตคืน พร้อมยาหอมว่า "ไทยเป็นตลาดสำคัญสุดที่จะเติบโต" รัฐบาลญี่ปุ่นยังสนับสนุนให้ญี่ปุ่นไปลงทุนทุกประเทศในอาเซียน เพื่อใช้เป็น "ฐานการผลิต" ที่สำคัญ

"เศรษฐกิจญี่ปุ่นโตมากเกินไป จนถึงจุดอิ่มตัว เมื่อเทียบกับธุรกิจอาหารและบริการในเวทีการค้าอาเซียนที่ยังเติบโตได้มากกว่า ทำให้ยุคนี้ธุรกิจบริการยกทัพเข้ามามากขึ้น" เขาแจกแจง และย้ำว่าตลาดในไทยยังมีโอกาสอีกมากที่จะรองรับการขยายตัวของธุรกิจเครื่องดื่ม อาหาร และธุรกิจบริการ

ก่อนฟันธงว่าไทยเป็นประเทศที่มีธุรกิจ "ร้านอาหารญี่ปุ่นมากที่สุด" ในอาเซียน

ส่วนเหตุผลที่คาโกเมะเลือกประเทศไทย แทนที่จะไปเวียดนามทั้งๆที่เวียดนามมีขนาดตลาดใหญ่กว่าจากประชากรที่มากกว่า อายุเฉลี่ยก็ต่ำกว่าคนไทย เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคของคนเวียดนามยังคงให้ความสำคัญกับรสชาติ "อร่อย" มากกว่าเรื่องสุขภาพ ไม่สอดคล้องกับสินค้าของบริษัท ต่างจากคนไทยที่นับวันจะตระหนักเกี่ยวกับสินค้าสุขภาพเพิ่มขึ้น

ส่วนการเลือกพันธมิตรอย่างองค์กร 122 ปี "โอสถสภา" นั้น ผู้บริหารคาโกเมะระบุว่า พิจารณาจาก 2 ส่วน คือ 1.โอสถสภาเป็นบริษัทที่มีประวัติศาสตร์อย่างยาวนาน และ 2.เป็นองค์กรใหญ่และมีชื่อเสียง

ฟากบริษัทผลิตอาหารระดับโลกอย่าง "โกกิ อันโดะ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิสชิน ฟูดส์ โฮลดิ้ง ที่กุมฐานผลิต 50 แห่ง ใน 18 ประเทศ ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป "นิสชิน" ตีตตลาดกว่า 80 ประเทศทั่วโลก เดินทางมาเปิดโรงงานบะหมี่ฯนิสชินในนิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี ภายใต้งบ 1,200 ล้านบาท และเป็นการลงทุนครั้งใหญ่รอบ 20 ปี

เขา ตอกย้ำว่าบริษัทยังมี "ความเชื่อมั่น" ด้านการลงทุนในไทย แม้ว่าจะมีปัญหา "การเมือง" และ "การชุมนุม" เกิดขึ้น หรือแม้โรงงานที่ตั้งใหม่จะอยู่บนพื้นที่ถูกมหาอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2554 เพราะสิ่งที่บริษัทพิจารณาคือตำแหน่งที่ตั้งของประเทศไทยที่อยู่ตรงกลางของภูมิภาคอาเซียน

นี่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ดีมาก!!

ทำให้บริษัทจะใช้เป็นศูนย์กลางในการผลิตและส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย ประกอบกับ ตลาดอาเซียนมีประเทศที่ยังมีโอกาสในการขยายตลาดได้อีกทั้งเป็นพม่า อินโดนีเซีย และเวียดนาม เป็นแหล่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจอย่างมาก

"สถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ในฐานะนักลงทุนญี่ปุ่นไม่ได้มีความกังวลมากนัก เพราะประเมินจากปัจจัยลบที่ผ่านมา ไทยเผชิญทั้งปัญหาน้ำท่วมใหญ่ การเมือง แต่เศรษฐกิจก็ยังขยายตัวได้ จึงมั่นใจว่าไทยจะผ่านพ้นเหตุการณ์เหล่านี้ไปได้เช่นกัน"

ขณะที่ "ซาดาฮิโร โทมิตะ" กรรมการผู้จัดการ บริษัท กันยงอีเลคทริก จำกัด (มหาชน) แจงเหตุที่นักลงทุนญี่ปุ่นตัดสินใจเข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะมองว่าไทยมีความพร้อมหลายด้าน โดยเฉพาะด้านบุคลากร เช่น วิศวกร และช่างฝีมือ ที่มีความสามารถและความชำนาญในการทำงาน รวมถึงมีแหล่งหาซื้อวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนอยู่ค่อนข้างมาก

ส่วนการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็ไม่ได้ห่วงมากนัก เพราะไม่ว่าจะเกิดปัจจัยลบอย่างไร ธุรกิจก็ต้องเดินหน้าต่อไป แต่แน่นอนว่าในฐานะนักลงทุนต่างแดน ก็หวังจะเห็น "เสถียรภาพ" ทางการเมืองในประเทศไทย และคาดว่าปัญหาการเมืองจะไม่ส่งผลลบกระทบต่อแผนการดำเนินของบริษัท
--------------------------------------
หากพิจารณาทุนซามูไรที่ยกทัพบุกไทยที่ผ่านมา "ธุรกิจบริการ" ถือเป็น "ดาวเด่น" อยู่มาก และล้วนเป็นยักษ์ใหญ่ธุรกิจไทยที่ผนึกพาร์ทเนอร์ขยายอาณาจักร เช่น สิงห์ ร่วมกับมิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย เตรียมรุกอสังหาฯเต็มสูบ, มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนซ์เชียล กรุ๊ป ซื้อหุ้นธนาคารกรุงศรีอยุธยามูลค่ารวม1.72 แสนล้านบาท

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมทุนกับบริษัท มิตซุย ฟุโดซัง จำกัด ลุยอสังหาฯทั้งไทยและญี่ปุ่นมูลค่าโครงการ 6,500 ล้านบาท, บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) ประกาศผนึกมิตซูบิชิ เอสเตท กรุ๊ป ผุดคอนโดมิเนียม 3 โครงการ มูลค่า 7,500 ล้านบาท

บริษัท นิปปอน ไลฟ์ อินชัวรันส์ เบอร์ 1 บริษัทประกันแดนอาทิตย์อุทัย เข้ามาถือหุ้นในกรุงเทพประกันชีวิต โดยถือผ่าน MITSUBISHI UFJ GLOBAL CUSTODY S.A., ตามด้วยเบอร์รองอย่างบริษัท เมจิ ยาซึดะ ไลฟ์อินชัวรันส์ เข้าถือหุ้นไทยประกันชีวิต วอร์มเครื่องก่อนบุกตลาดเออีซี และเบอร์ 3 อย่างบริษัท ไดอิจิ มิลชวลไลฟ์ อินชัวรันส์ เข้ามาถือหุ้นไทยสมุทรประกันชีวิต

บริษัท คาเมดะ-เอสทีซี จำกัด บริษัทลูกของกลุ่มคาเมะดะผู้ผลิตขนมอบกรอบที่ทำจากข้าวรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น มีสินค้ากว่า 200 แบรนด์ ก็ปักหลักปั้น "โอโคเมะ”ข้าวแผ่นอบกรอบแบ่งเค้กยอดขาย 2,000 ล้านบาท ใน 3 ปี และใช้ไทยเป็นฐานผลิตเพื่อส่งออกในภูมิภาคอาเซียนและญี่ปุ่นด้วย และร้านอาหารญี่ปุ่นแบรนด์ต่างๆที่ดาหน้าปักหมุดในไทย