"กิตติรัตน์"ถกหน่วยงานเศรษฐกิจ ประเมินผลกระทบแบงค็อก ชัตดาวน์ กดดันจีดีพีเหลือต่ำกว่า 3% จากเป้า 4-5% งบลงทุนภาครัฐสะดุด 10%
คณะทำงานติดตามผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการชุมนุมทางการเมือง ประเมินการชุมนุมทางการเมืองยืดเยื้อส่งผลกระทบหนัก โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐ และหากการเลือกตั้งไม่เรียบร้อยกดดันต่อความเชื่อมั่น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้โตต่ำกว่า 3%
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่าหน่วยงานทางเศรษฐกิจประเมินผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อมาเข้าเดือนที่ 3 โดยเห็นว่าเศรษฐกิจในปี 2557 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวได้ถึง 4.5% คงจะเป็นไปได้ยาก และประมาณการว่าจีดีพีอาจขยายตัวได้ประมาณ 3% หรืออาจขยายตัวน้อยกว่า 3% หากสถานการณ์ทางการเมืองยืดเยื้อออกไป
"การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ระดับ 3% หรือน้อยกว่า 3% ก็เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมใจกัน แต่หน่วยงานราชการต่างๆ ก็หารือว่าจะทำงานให้ดีที่สุดโดยเฉพาะการบริการประชาชนให้สามารถทำต่อไปได้ ส่วนการส่งออกแม้จะได้ประโยชน์ในเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนค่าลง แต่ค่าเงินบาทก็มีความผันผวน ขณะที่ต้นทุนการซื้อประกันความเสี่ยงของเอกชนก็สูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์ก็แสดงความเป็นห่วงเรื่องความมั่นใจในเรื่องของคำสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ต้องให้ความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังผลิตและส่งมอบสินค้าได้ ซึ่งหากสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายความเสียหายทางเศรษฐกิจก็จะลดน้อยลงได้"
ทั้งนี้ นายกิตติรัตน์ ได้เป็นประธานการประชุมคณะทำงานติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบการชุมนุมทางการเมือง ที่อาคาร AOB สำนักงานท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เนื่องจากไม่สามารถเข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลได้
งบลงทุนภาครัฐชะลอ10%
นายกิตติรัตน์ กล่าวด้วยว่าสำนักงบประมาณได้รายงานว่าการเบิกจ่ายงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับงบลงทุนบางส่วนที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ต้องผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% หรือประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาทของงบประมาณลงทุนภาครัฐทั้งหมดในปี 2557 ประมาณ 4 แสนล้านบาทเศษ ส่วนงบประมาณการลงทุนภาครัฐอีกประมาณ 90% ที่เหลือจะมีการเร่งรัดการเบิกจ่ายให้ได้ตามปกติ
ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากผลกระทบทางการเมืองเช่นกันเนื่องจากภาคเอกชนบางส่วนไม่มั่นใจกำลังการบริโภคภายในประเทศจึงมีการชะลอการลงทุนบางส่วน โดยในที่ประชุมเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้รายงานว่าขณะนี้ได้มีการส่งหนังสือไปสอบถามคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เกี่ยวกับการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ชุดใหม่แทนที่คณะกรรมการชุดเดิมที่หมดอายุไปตั้งแต่เดือน ต.ค. 2556 โดยคณะกรรมการชุดนี้เป็นอำนาจการแต่งตั้งของนายกรัฐมนตรี โดยที่ไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจาก ครม.
"หากกกต.มีความเห็นว่านายกรัฐมนตรีรักษาการสามารถแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้ได้ ก็จะสามารถพิจารณาโครงการที่ขอส่งเสริมการลงทุนซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 200 ล้านบาทขึ้นไปได้ ซึ่งในปี 2557 มีโครงการของภาคเอกชนที่ขอส่งเสริมการลงทุนรอการพิจารณาเป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท"
ตั้งรัฐบาลช้าจีดีพีโตเหลือ2%
นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า สศค.คาดว่าจีดีพีปี 2557 จะขยายตัวได้ประมาณ 3.1% ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้เดิม 3.5 - 4% ภายใต้สมมุติฐานว่าจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 และสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
นายสมชัยกล่าวว่าหากล่าช้าออกไปจีดีพีจะปรับตัวลงจากที่คาดการณ์ไว้เนื่องจากกระทบต่อการลงทุนภาครัฐ และจีดีพีปี 2557 อาจขยายตัวได้เพียง 2% เท่านั้น เนื่องจากผลกระทบจากการลงทุนโครงการ 2 ล้านล้านบาทไม่สามารถทำได้ รวมทั้งผลกระทบเรื่องการชำระหนี้ที่แท้จริงของภาคเอกชนที่อาจลดลงด้วย
บีโอไอเชื่อนักลงทุนไม่ยกเลิกแผน
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่าโครงการขอส่งเสริมการลงทุนในปี 2557 มีโครงการขนาดใหญ่อยู่หลายโครงการ เช่น โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน และโครงการผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้อาจจะส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติชะลอการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยออกไป
"ในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอน นักลงทุนต่างชาติสามารถเตรียมการในเรื่องอื่นๆ เพื่อรอเวลาการลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งไม่เกินกรอบระยะเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ในปี 2557 บีโอไอยังคงเป้าหมายในการขอรับการส่งเสริมการลงทุนอยู่ที่ไม่ต่ำกว่า 9 แสน-1 ล้านล้านบาท ใกล้เคียงกับการขอส่งเสริมการลงทุนในปี 2556 ที่มีมูลค่าประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท"
พาณิชย์หวังการเมืองคลี่คลายส่งออกโต5%
ด้านนายยรรยง พวงราช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าหากสถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายและได้ข้อสรุปภายในไตรมาสที่ 1/2557 การส่งออกจะขยายตัวได้ 5% จากปีก่อน หลังจากที่ในปี 2556 การส่งออกไม่ขยายตัว
ทั้งนี้การส่งออกในปี 2557 มีปัจจัยบวกในเรื่องของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในตลาดส่งออกหลักของไทยทั้งสหรัฐฯ ยุโรปและญี่ปุ่น แต่จากปัญหาทางการเมืองในประเทศได้เกิดปัญหากับการส่งออก 2 เรื่องได้แก่ 1.ความไม่เชื่อมั่นของผู้ส่งออกและนำเข้าสินค้า ที่ผู้นำเข้าสินค้าจากประเทศไทยขาดความเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถส่งออก หรือนำเข้าสินค้าได้ตามคำสั่งซื้อหรือไม่ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ก็ทำงานให้ความมั่นใจกับผู้ซื้อสินค้าไทยในต่างประเทศว่าเราสามารถผลิตและส่งออกสินค้าได้ตามปกติ 2.ต้นทุนสินค้าที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงทำให้ต้นทุนวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น
หอการค้าชี้บริโภค-ท่องเที่ยวสูญ2หมื่นล.
ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินผลกระทบจากการปิดกรุงเทพฯจะส่งผลให้การบริโภคและการท่องเที่ยวหายไปรวม 5,000-10,000 ล้านบาทต่อสัปดาห์
"หากการชุมนุมยังยืดเยื้อต่อเนื่องจนถึงสิ้นเดือนนี้ การบริโภคและการท่องเที่ยวสูญหายไป 20,000-40,000 ล้านบาท และจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกขยายตัวเพียง 1-2% ถือว่าเศรษฐกิจยังไม่อยู่ในภาวะฟื้นตัว จากไตรมาสสุดท้ายของปี 2556 ที่ขยายตัว 0.5%"
นายธนวรรธน์ กล่าวว่ายังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2557 อยู่ที่ 3-4% แม้มีผลกระทบจากปัญหาการเมืองที่ยืดเยื้อ รัฐบาลที่ยังไม่มีเสถียรภาพ ความวิตกกังวลของประชาชน การบริโภคและการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว
ยอดเข้าพักโรงแรมกลางกรุงลดเหลือ40%
สำหรับผลกระทบกลุ่มโรงแรมย่านใจกลางธุรกิจ (ซีบีดี) พบว่า อัตราเข้าพักเฉลี่ยเหลือราว 60% และมีแนวโน้มจะลดลงต่อเนื่อง หากการชุมนุมยังคงยืดเยื้อ โดยผู้บริหารโรงแรมเซ็นทารา ระบุว่า อัตราเข้าพักเฉลี่ยโรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งอยู่ใกล้พื้นที่ชุมนุมย่านราชประสงค์ มีแนวโน้มลดลงเหลือราว 40%
ขณะที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ที่ใกล้กับการชุมนุมบริเวณห้าแยกลาดพร้าว มีอัตราเฉลี่ยในช่วงนี้อยู่ที่ 50%
ผู้บริหารโรงแรมเดอะ ทวิน ทาวเวอร์ ย่านปทุมวัน ระบุว่า อัตราเข้าพักเฉลี่ยลดเหลือ 40-60% ผันผวนขึ้นลงในแต่ละวัน ล่าสุดผู้บริหารโรงแรมดุสิตธานี ย่านสีลม ระบุว่า มีอัตราเข้าพักเฉลี่ยลดลงเหลือ 20% จากปกติอยู่ที่ 80%
ส.อ.ท.เผยธุรกิจต้องปรับแผนใหม่
ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่าจากการปิดกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจตั้งแต่ระดับน้อยไปจนถึงมาก แต่ถ้าเหตุการณ์ยืดเยื้อต่อไปก็จะสร้างความเสียหายมากขึ้น
ขณะนี้หลายธุรกิจ ได้ปรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ใหม่ทั้งหมด และบางธุรกิจก็ไม่สามารถคาดการณ์วางแผนธุรกิจได้เลย เพราะกำลังซื้อภายในประเทศลดลงมาก โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐและเอกชนหายไป ซึ่งเห็นได้จากการลงทุนภาคเอกชนในเดือนพ.ย.2556 ลดลงเกือบ 8% การใช้กำลังการผลิตลดลง 8% และลดลงอย่างต่อเนื่องหลายเดือน การส่งออกลดลงเกือบ 5% และการนำเข้ารวมก็ลดลงถึง 8.6% แบ่งเป็นการนำเข้าสินค้าทุนลดลง 18% และสินค้าวัตถุดิบลดลงกว่า 7% ซึ่งการที่สินค้านำเข้าใน 2 กลุ่มนี้ลดลงจะสะท้อนให้เห็นว่าการผลิตเพื่อการส่งออกในอนาคตจะลดลงไปด้วย
"ในปีนี้เดิมคาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ถึง 5% แต่ปัจจุบันต้องประเมินอีกครั้งเพราะสถานการณ์ยังไม่นิ่ง แม้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโต แต่ไทยกลับเผชิญปัญหาการเมืองอยู่จึงมีความเป็นไปได้ที่ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกจะไม่สดใส"
เช่นเดียวกับ นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ ในฐานะประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่าสภาธุรกิจตลาดทุนไทยเตรียมจะมีการหารือ และศึกษาผลกระทบจากการชุมนุมและความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศภายในเดือนม.ค.นี้









