วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หุ้นลุ้นระทึก ชัตดาวน์กรุง แนวรับ1,120จุด

บล.เอเซีย พลัส หั่นเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2557 เหลือ 1,375 จุด ระบุยังมีโอกาสลงไปทดสอบแนวรับ 1,200-1,120 จุด

บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส ระบุว่า หลังจากนักวิเคราะห์ ASP ได้ทำการปรับลดประมาณการกำไรของตลาดหุ้นในทุกกลุ่มผลสรุปคือ กำไรสุทธิของตลาดหุ้นไทยในปี 2557 ลดลงจากเดิมเล็กน้อยราว 2.6% เหลือหุ้นละ 101.85 บาท และปี 2556 ลดลง 2.3%เหลือ 90.22 บาท (จากประมาณการเดิม 104.57 บาท และ 92.33 บาท ตามลำดับ) ทั้งนี้เป็นผลจากการปรับลดลงประมาณการกำไรของหุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ (60%ของกำไรสุทธิในปี 2557) ลงราว 7.13% จากประมาณการเดิม เรียงลำดับจากที่ลดลงมากไปน้อยคือ ขนส่ง 50% สื่อสาร 11.9% วัสดุก่อสร้าง 8.8% พัฒนาอสังหาฯ 7.5% อุตสาหกรรมและเครื่องจักร 7% โรงพยาบาล 6.1% ประกัน 3.5% ธนาคารพาณิชย์ 2.8% ค้าปลีก 1.7%

ตรงกันข้าม มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของหุ้นที่อิงเศรษฐกิจภายนอก (40%ของกำไรสุทธิในปี 2557) เพราะนอกจากได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวแล้ว การปรับลดสมมติฐานค่าเงินบาทจากเดิม 31.5 บาทต่อดอลลาร์ เป็น 33 บาท จึงทำให้หุ้นในกลุ่มนี้มีกำไรเพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมราว 8% นำโดยหุ้นในกลุ่มดังต่อไปนี้คือ กลุ่มเกษตรเพิ่มขึ้น 10.7% จากประมาณการเดิม ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 9.1% พลังงานเพิ่มขึ้น 9.2% ปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น 4.5% และ อาหารเพิ่มขึ้น 4%

ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีค่า Expected P/E จะอยู่ที่ 12.34 เท่า (Current P/E 13.89 เท่า) ซึ่งถือว่าได้สะท้อนความเสี่ยงจากปัญหาการเมืองในปัจจุบันระดับหนึ่งแล้ว แต่อย่างไรก็ตามหากการเมืองยังยืดเยื้อนานเกินไป ทำให้มีโอกาสการปรับลด GDP Growth และ EPS Growth ลดลงอีกครั้ง และอาจจะทำให้ Expected P/E มีโอกาสขยับสูงขึ้น เพราะการปรับลด EPS เหมือนที่มีการปรับลดในครั้ง

อย่างไรก็ตาม เพื่อสะท้อนความเสี่ยงดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ยังมีอยู่จึงปรับลดดัชนีเป้าหมายจากเดิมที่เคยกำหนดไว้ที่ 14.5 เท่า เหลือ 13.5 เท่า และเมื่ออิง EPS ใหม่ดัชนีเป้าหมายปี 2557 จะอยู่ 1,375 จุด หรือมี upside จากปัจจุบันราว 10% แต่ถือเป็นเป้าหมายในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ส่วนในระยะสั้นๆ หรือภายในไตรมาสแรกของปีนี้ หากสถานการณ์การเมืองยังไม่มีข้อยุติ แม้ภายหลังผ่านพ้นการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. 2557 ไปแล้ว เชื่อว่าดัชนีน่าจะลงไปทดสอบ Expected P/E 12-11 เท่า หรือราว 1,222-1,120 จุด ทำให้เชื่อว่าความเสี่ยงที่ดัชนีจะลดลงยังมีอยู่

ทั้งนี้ ภายหลังจากการปรับปรุงประมาณการกำไรตลาดพบว่า EPS Growth ตลาดปี 2557 เติบโตราว 13%

กลยุทธ์การลงทุนยังให้น้ำหนักการลงทุน 30% เช่นเดิม โดยเน้นหุ้นที่อิงเศรษฐกิจภายนอก และได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า โดยเลือก PTTGC, CPF, TUF, DELTA ส่วนหุ้นที่อิงการเติบโตจากเศรษฐกิจในประเทศให้เลือกหุ้นที่มี P/E ต่ำ พร้อมมีเงินปันผลสูง (SPALI, TICON) หรือเป็นหุ้นที่ขายสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น CPALL เป็นต้น

ด้านนายสุพงศ์วร เมี้ยนโภคา ผู้จัดการกองทุนอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด กล่าวว่า จุดต่ำสุดของดัชนีหุ้นไทยปีนี้จะอยู่ที่ 1,200 จุด เป็นอันดับแรก และเชื่อว่าจะไม่หลุดกรอบ 1,150 จุด โดยปัจจัยที่จะกดดันตลาดหุ้นไทยในปีนี้จะมาจากปัญหาความไม่สงบทางการเมืองเป็นหลัก โดยเฉพาะถ้าหากมีความขัดแย้งรุนแรงและยืดเยื้อออกไปจะส่งผลให้ดัชนีฯ ยังไม่สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นมาได้ แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าปัญหาทางการเมืองสามารถคลี่คลายลงไปได้ดัชนีหุ้นไทยเชื่อว่าจะปรับตัวสูงขึ้นได้ แต่คาดว่าไม่น่าจะผ่านกรอบ 1,500 จุดได้ เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจต่างๆ ในประเทศยังคงออกมาไม่ดีมากนัก ทั้งภาคการส่งออก หรืออัตราการขยายตัวของจีดีพี

กลยุทธ์ในการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรก ยังมองว่าหุ้นไทยมีความน่าสนใจน้อยกว่าหุ้นต่างประเทศ เนื่องจากปัญหาทางการเมือง และตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาไม่ค่อยดีนัก แต่เชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังหุ้นไทยจะกลับมามีความน่าสนใจมากขึ้นหากปัญหาทางการเมืองคลี่คลายลง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในประเทศสามารถเดินหน้าได้อย่างเต็มตัว

"ปัญหาเรื่องการเมืองนักลงทุนรับข่าวไปแล้วค่อนข้างมาก ซึ่งดัชนีฯ ก็ปรับตัวลดลงตามมา จนมีการรีบาวน์กลับมาเหนือ 1,250 จุดได้ แต่เราเชื่อว่าหากสถานการณ์ทางการเมืองมีความยืดเยื้อออกไปกรอบที่ 1,150-1,200 จุด น่าจะเอาอยู่ และไม่น่าจะลงไปต่ำกว่านี้" นายสุพงศ์วร กล่าว

นายรัชต์ โสดสถิตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน แอสเซท พลัส จำกัด กล่าวว่า จากปัญหาความไม่สงบทางการเมืองกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศพอสมควร แต่หากมองโดยปัจจัยพื้นฐานของประเทศไทยในปัจจุบันไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งหากมองเพียงระยะสั้นอาจจะมีความเสี่ยงในการลงทุน แต่หากมองไปในระยะปีถึงสองปี ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) รวมถึงโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังคงไม่มีความชัดเจน แต่เชื่อว่าการลงทุนดังกล่าวมีความจำเป็น จึงน่าจะมีการลงทุน แต่จะออกมาในลักษณะใดอยู่ที่เวลาและคนที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

"หากตัดเรื่องการเมืองออกไปเราคิดว่าประเทศไทยปัจจัยพื้นฐานไม่ด้อยไปกว่าใคร ถ้าหากมองเพียงระยะสั้นเท่านั้นก็คงจะไม่แฟร์กับบ้านเราเท่าไหร่ เพราะในอีก 2 ปี เราจะได้รับประโยชน์จาก AEC รวมถึงโครงการ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งอยู่ที่เวลาว่าจะสามารถมีการลงทุนได้เมื่อไหร่ แต่ด้วยสามัญสำนึก ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะเข้ามาคงจะหนีไม่พ้นที่ต้องลงทุนในส่วนนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเร็วที่สุด" นายรัชต์ กล่าว