ศาลรธน.เลื่อนไต่สวนคดีเงินกู้ 2 ล้านล้าน ในส่วนผู้เชี่ยวชาญเป็น 15 ม.ค.นี้ "กิตติรัตน์"ระบุการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไม่จำเป็นเร่งด่วนมาก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.45 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีนายจรูญ อินทจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์ในช่วงบ่ายต่อ เพื่อไต่สวนผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง รวมถึงพยานในคำร้องที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของสมาชิกรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154 วรรคหนึ่ง (1) ว่า ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในช่วงบ่าย ศาลได้เริ่มไต่สวนในประเด็นเนื้อหาร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวตราขึ้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยให้ฝ่ายผู้ถูกร้องคือรัฐบาลเข้าให้ถ้อยคำก่อน
โดยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่รัฐบาลและคลังออกกฎหมายฉบับนี้ ได้ศึกษาแนวทางการออกกฎหมายกู้เงินในอดีต และมีการสอบถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และที่มีเนื้อหาระบุไม่ต้องนำเงินกู้ส่งคลังตามระเบียบกระทรวงการคลัง ก็เป็นไปตามแนวทางการออกกฎหมายกู้เงินในอดีตเช่น การออกพ.ร.ก.กูเงินเพื่อฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน ในโครงการไทยเข้มแข็ง เมื่อปี 2552 และตามรัฐธรรมนูญมาตรา 140 ให้อำนาจรัฐบาลในการดำเนินการอยู่แล้ว จึงไม่เป็นการขัดต่อกฎหมาย และ ยืนยันไม่กระทบอัตราหนี้สาธารณะ และเมื่อเทียบกับความคุ้มค่าจะสร้างระโยชน์ให้ประเทศมาก แต่การที่ออกเป็นพ.ร.บ.เงินกู้ ไม่ใช่เป็นพ.ร.ก. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 184 นั้น เนื่องจากเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนมาก แต่ก็ยังมีความจำเป็นเร่งด่วนในทางเศรษฐกิจ จึงมีมติออกเป็นกฎหมายพิเศษ อีกทั้ง มองว่าหากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโดยใช้เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี นั้น เกรงว่าจะทำให้โครงการสะดุดลง ไม่สามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่องได้ เพราะต้องของบในแต่ละปี
ขณะที่น.ส.จุฬารัตน์ สุธีธร ผู้อำนวยการ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ให้ข้อมูลยอมรับกับศาลว่า กฎหมายนี้ไม่ได้กำหนดกรอบการใช้คืนเงินกู้ไว้ แต่ในทางวิชาการมีการประเมินไว้ว่าการชำระหนี้ที่จะไม่ก่อผลกระทบกับงบประมาณของประเทศมากนัก น่าจะใช้เวลาคืนเงินกู้ได้ภายใน 50 ปี และเห็นว่าแม้จะไม่ได้เป็นการตั้งโครงการไว้ในงบประมาณประจำปี แต่เนื้อหาตามพ.ร.บ.ได้มีการกำหนดขั้นตอนการใช้จ่ายเงินไว้ค่อนข้างรัดกุม และเหตุที่รัฐต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ โดยไม่ตั้งเป็นงบประมาณประจำปี เพราะถ้าทำเช่นนั้นมีข้อกำจัดทางกฎหมายมาก จะทำให้การดำเนินการขาดความต่อเนื่อง
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม กล่าวว่า เข้าใจว่าสังคมมีความเป็นห่วงในเรื่องการทุจริต คอรัปชั่น ยืนยันว่าตามพระราชบัญญัติ เป็นเพียงการเตรียมกรอบวงเงินขึ้นพื้นฐานเท่านั้น ยังไม่ใช่การอนุมัติโครงการ ซึ่งการจะอนุมัติโครงการจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนปกติ ขณะเดียวกันการจัดซื้อจัดจ้างก็จะมีการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดเช่นเดียวกัน และพ.ร.บ.นี้ไม่มีการยกเว้น หรือข้ามขั้นตอนตามกฎหมายทั้ง 53 โครงการ ไม่มีการปฏิบัติผิดรัฐธรรมนูญทั้งในเรื่องการทำประชาพิจารณ์สิ่งแวดล้อมด้วย
ทั้งนี้ ตุลาการได้ซักถามเกี่ยวกับด้านเสียของโครงการนี้ นายชัชชาติ ยอมรับว่า ตนมีข้อกังวลและห่วงใยโครงการนี้ฯ คือ ในเรื่องความคุ้มค่า ซึ่งต้องมีการศึกษาตามข้อเท็จจริงอย่างจริงจัง และรัฐบาล กระทรวงคมนาคมต้องทำหน้าที่อย่างหนัก เพราะการกู้ตลอด 7 ปี ถือเป็นระยะเวลานานต้องทำงานอย่างรอบคอบ และกังวลว่าจะเป็นการแย่งทรัพยากรกับเอกชน เนื่องจากเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ แต่ในทางกลับกันเป็นทางดีที่จะทำให้เอกชนตื่นตัว และเตรียมรองรับไว้มากขึ้น สุดท้ายเป็นเรื่องของความโปร่งใส ซึ่งหลายฝ่ายก็กังวลมาก ดังนั้นจึงอยากให้มีการออกกฎหมาย ประกาศให้เอกชนมามีส่วนร่วมมือในการตรวจสอบ และป้องกันการทุจริต เชื่อว่าหากโครงการนี้สำเร็จได้ด้วยความโปร่งใสประเทศเราก็จะพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ส่วนประเด็นที่ศาลฯสงสัยว่าเหตุใดไม่ให้พ.ร.บ.ร่วมทุนให้เอกชนเข้ามีส่วนรวมนั้น เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานหลักๆ รัฐบาลต้องเป็นผู้ลงทุน เพราะมีผลทางระบบเศรษฐกิจ ส่วนการลงทุนในรายละเอียดปลีกย่อยสามารถให้เอกชนร่วมลงทุนได้ในบางโครงการ เช่นรางรถไฟ รัฐต้องเป็นผู้ลงทุน แต่การเดินรถสามารถให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนได้ ขณะที่ถนน รัฐต้องลงทุนเองเพราะหากให้เอกชนเข้าร่วมทุนก็จะมีปัญหาเรื่องอัตราค่าผ่านทาง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การไต่สวนในคดีนี้ ได้พิจารณาจนถึงเวลา 16.15 น. ซึ่งศาลได้ขอเลื่อนการไต่สวนในส่วนผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นพยานศาลเรียกประกอบด้วยนายพิสิฐ ลี้อาธรรม นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล นายทะนง พิทยะ น.ส.สุภา ปิยะจิติติ และ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในวันที่ 15 ม.ค.เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะฯ









