กกต.ยืนยันไม่ขยายวันรับสมัครและเดินหน้าจัดเลือกตั้ง 2 ก.พ.2557
อย่างไรก็ตามการที่มีเขตที่ไม่มีผู้สมัครลงเลือกตั้งส.ส.ถึง 28 เขต ทำให้คาดว่าจำนวนส.ส.อาจไม่ถึง 475 คน (95% ของจำนวนส.ส.ทั้งหมด 500 คน) และไม่สามารถเปิดประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี โดยจะต้องทำการรับสมัครและเลือกตั้งส.ส.ให้ได้อย่างน้อย 475 คนภายใน 180 วัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะทำให้บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะสุญญากาศกว่า 6 เดือน นับเป็นลบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย
สำหรับแนวทางทางการเมืองที่อาจจะเกิดขึ้น โดยหลักๆ แล้วเราประเมินไว้ 2 แนวทาง คือ
1. รัฐบาลยอมเลื่อนการเลือกตั้งออกไปก่อน เพื่อวางกรอบการปฎิรูปประเทศ และปฎิรูปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการและวิธีเลือกตั้งให้แล้วเสร็จก่อน แล้วค่อยทำการเลือกตั้งให้ได้รัฐบาลชั่วคราวเข้ามากำหนดรายละเอียดของแนวทางปฎิรูปการเมืองและประเทศในระยะเวลาประมาณ 1 ปี และเมื่อเสร็จภารกิจก็ยุบสภา เพื่อเลือกตั้งใหม่อีกรอบ ทั้งนี้การปฎิรูปประเทศก็ยังต้องดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง เพราะมีหลายประเด็นต้องใช้เวลาในการปฎิรูปมากกว่า 1 ปี และต้องปฎิรูปไปอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
2. รัฐบาลไม่ยอมเลื่อนเลือกตั้ง กปปส.ไม่ยุติการชุมนุม & ปิดกรุงเทพฯ มากกว่า 1 สัปดาห์ เรียกได้ว่าต่างฝ่ายต่างกดดันซึ่งกันและกัน & ไม่ยอมเจรจา ไม่ยอมถอย ยังผลให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะอึมครึมเป็นเวลานาน เราประเมินว่าแนวทางนี้มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การปะทะรุนแรง และมีโอกาสเกิดการรัฐประหารตามมา ซึ่งในขณะนี้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่อยากเห็น โดยภาคธุรกิจ นักวิชาการ และนักกฎหมายหลายภาคส่วนกำลังใช้ความพยายามอย่างมากที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความรุนแรง เพราะประเทศจะบอบช้ำมากและต้องใช้เวลาในการฟื้นความเชื่อมั่นนาน ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสที่ดีในช่วงของการเปิดเสรีอาเซียน (AEC)
ทั้งนี้เราประเมินว่าความสำเร็จของการปฎิรูปใดๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้น ขึ้นกับองค์ประกอบเรื่อง “คน” เป็นสำคัญ หากสามารถเลือกตัวบุคคลที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการวางกฎเกณฑ์และบรรทัดฐานในการปฎิบัติอย่างรอบคอบ รัดกุม ถูกต้องและเหมาะสม ก็จะทำให้การปฎิรูปเกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริง แม้ว่าจะถึง 100% ก็ตาม
ในระยะสั้นคาดว่าตลาดหุ้นไทยยังคงผันผวนไปตามข่าวและกระแสคาดการณ์เรื่องการเมืองภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองทำให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะ Underperform ตลาดหุ้นอื่นๆ แต่เมื่อเริ่มเห็นทางที่ชัดเจนก็จะพลิกฟื้นขึ้นได้ ซึ่งคาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยใน 2H57 จะดีกว่า 1H57 โดยได้รับอานิสงส์ทางบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและภาคส่งออกที่ชัดเจนมากขึ้น รวมถึงได้ผ่านพ้นช่วงที่เฟดเริ่มทยอยลด QE3 และการขยายเพดานหนี้ของสหรัฐไปแล้วด้วย
กลยุทธ์การลงทุน ในช่วงที่สถานการณ์การเมืองยังกดดัน แนะนำให้แบ่งพอร์ตบางส่วนไปลงทุนในหุ้นที่มีแนวโน้มจ่ายปันผลสูง & Defensive และถือเงินสดไว้บางส่วนเพื่อทยอยซื้อหุ้นพื้นฐานดีเมื่อราคาอ่อนตัว ซึ่งสัดส่วนการถือครองหุ้นและเงินสดก็ขึ้นกับสถานการณ์พอร์ตการลงทุนและการยอมรับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละคน
สำหรับหุ้นเด่นในกลุ่มปันผลสูง & Defensive คือ BECL, BTS, BTSGIF, CSL, CPNRF, MODERN, TTW
ส่วนหุ้นปัจจัยพื้นฐานเด่นในกลุ่มหลักที่น่าสนใจทยอยซื้อลงทุนระยะยาว คือ AOT, ADVANC, DTAC, INTUCH, KBANK, CPALL, CPF, MINT, PTTGC, SCC






