วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเมืองขย่มหุ้น สถานีต่อไป1,100จุด

ผู้บริหารบลจ.ระบุการเมืองไม่ยุติคาดแอลทีเอฟจะทยอยขาย หวั่นผู้ชุมนุมปะทะแรงฉุดดัชนีมีโอกาสสูงแตะจุดต่ำสุด 1,100 จุด แนะถือเงินสด

นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วรรณ กล่าวว่า การที่ดัชนีปรับตัวลงแรงเมื่อวันที่ 2 ม.ค.2557 เนื่องจากมีแรงเทขายของกองทุน ซึ่งมีผู้ถือหน่วยทั้งกองทุนแอลทีเอฟ และกองทุนหุ้นมีความต้องการขายเนื่องจากเกิดความกังวลสถานการณ์ทางการเมืองที่จะมีความรุนแรงมากขึ้น จึงจำเป็นต้องปรับลดความเสี่ยง

"ยอมรับว่ากองทุนแอลทีเอฟ มีการขายออกมาจำนวนมากเพราะเป็นช่วงที่ครบอายุ 5 ปีและขายได้พอดี ขณะเดียวกันคาดว่าแรงเทขายจากกองทุนดังกล่าวจะยังเกิดขึ้นต่อเนื่องแต่จะเป็นการทยอยขายมากกว่า เนื่องจากช่วงนี้สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่มีความชัดเจนและคาดเดาลำบาก หากมีการปะทะกันรุนแรงและมีคนเสียชีวิตอีกก็น่าจะทำให้แรงเทขายเกิดขึ้นได้อีก โดยดัชนีมีโอกาสจะปรับลดลงไประดับต่ำสุดที่ 1,100 จุด"

เขากล่าวว่าในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นปรับตัวลดลงไปแล้ว 200 จุด ดังนั้นหากการเมืองยังไม่นิ่ง แรงขายก็น่าจะยังเกิดขึ้นอีก จึงยังไม่แนะนำให้ซื้อหุ้นตอนนี้ และควรถือเงินสดไว้ก่อน เพราะมีโอกาสที่จะซื้อหุ้นที่ราคาถูกกว่านี้ และมองว่าหากสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติคาดว่าดัชนีทั้งปีมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปที่ระดับ 1600 จุดได้ และค่าเฉลี่ยตามพื้นฐานดัชนีน่าจะยืนได้ที่ 1,500 จุดได้ แต่จะเป็นปีที่มีความผันผวนแรง ต้องเข้าออกให้ถูกจังหวะ เพราะขึ้นลงแรง 3-5%ต่อครั้ง

นางโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บลจ.ไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปีนี้ คาดว่าเม็ดเงินใหม่ที่จะเข้ามาในระบบกองทุนประหยัดภาษีอาจจะมีขนาดลดลงจากในปี 2556 ที่ผ่านมา เพราะในช่วงต้นปีจะมีเม็ดเงินลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟบางส่วนที่ครบอายุแล้วนักลงทุนขายตามเงื่อนไขออกมาด้วย ซึ่งต้องไม่ลืมว่าในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นก็ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดีแม้ในปี 56 อาจจะไม่ค่อยดีนักก็ตาม แต่เฉลี่ยระยะยาวในช่วง 3 ปี น่าจะมีกำไรเป็นส่วนใหญ่

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทิสโก้ กล่าวปัจจัยลบที่จะกดดันตลาดหุ้นเดือน ม.ค. คือ แรงขายจากแอลทีเอฟ ที่ลงทุนปี 2553 ครบกำหนดขาย 1.57 หมื่นล้านบาท อิงจากดัชนี โดยเฉลี่ยที่ปรับตัวขึ้น 72% ในช่วงเวลาข้างต้น ประเมินว่าเงินก้อนนี้จะโตขึ้นเป็น 2.7 หมื่นล้านบาทในปัจจุบัน และหากอ้างอิงจากฤดูกาลที่ แอลทีเอฟ ไหลออกมากสุดในไตรมาส 1 ของทุกปีที่เฉลี่ยราว 30-40% ของเม็ดเงินที่อาจขายได้ ประเมินแรงขายจากแอลทีเอฟ จะอยู่ที่ราว 8,000 - 10,000 ล้านบาทในไตรมาส 1/2557

ปัจจุบันมีกองทุนแอลทีเอฟทั้งสิ้น 30 กอง รวมมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ ราว 1.1 แสนล้านบาท จากการตรวจสอบข้อมูลการถือหุ้นของทุกกองทุนรวมกัน หุ้นที่มีมูลค่าการถือหุ้นสูงสุด 20 อันดับแรก คือหุ้นปูนซิเมนต์ไทย (SCC), หุ้นแอดวานซ์ (ADVANC),หุ้นปตท. (PTT), หุ้นซีพีออลล์ (CPALL), หุ้นปตท.สผ (PTTEP),หุ้นแบงก์กสิกรไทย (KBANK), หุ้นแบงก์ไทยพาณิชย์ (SCB), หุ้นแบงก์กรุงเทพ (BBL), หุ้นบีทีเอส (BTS), หุ้นพีทีทีซีจี (PTTGC), หุ้นการท่าอากาศยาน (AOT), หุ้นกรุงเทพประกันชีวิต (BLA), หุ้นเบอร์ลี่ (BJC), หุ้นอินทัช (INTUCH), หุ้นผลิตไฟฟ้า(EGCO), หุ้นเอเอวี (AAV),หุ้นไทยคม (THCOM), หุ้นซีพีเอฟ (CPF), หุ้นแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH), หุ้นบีอีซี(BEC )

ด้านนักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่าเชื่อว่ายังมีกองทุน LTF บางส่วนที่ซื้อในปีก่อนหน้าที่ยังขายไม่หมด น่าจะทยอยนำออกมาขายเช่นกัน โดยในปี 2552 มูลค่ารวมอยู่ที่ 2.6 หมื่นล้านบาท และปี 2551 อยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน ปัญหาการเมืองในประเทศโดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของม็อบ กปปส. ซึ่งเตรียมจะปิด กทม. ในวันที่ 13 ม.ค. 2557 ถือเป็นปัจจัยหลักที่บั่นทอนความเชื่อของผู้บริโภค นักลงทุน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งผลกระทบที่ตามมาคือ จะนำไปสู่การปรับลดจีดีพี ในปี 2557

จากข้อมูลประมาณการเงินไหลเข้า-ออก กองทุนประหยัดภาษีของบจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) ระบุว่า เม็ดเงินลงทุนใน LTFปี 53 ประมาณ 13,773.70 ล้านบาท และในช่วงปี 2554 -2556 มีการขาย LTF ออกมาในช่วงไตรมาสที่ 1 ประมาณ 3,004.80 ล้านบาท 19,119.14 ล้านบาท และ 13,806.74 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งจะเห็นว่าเงินลงทุนที่ครบเงื่อนไขส่วนใหญ่จะมีการขายออกมาในช่วงไตรมาสที่ 1 ก่อนจะไปซื้อกลับอีกครั้งในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี