วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Media Sector - Neutral

ผู้ชนะประมูลต้องเผชิญภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในปี 2557

- ผู้เล่นในทีวีดิจิทัลส่วนใหญ่ยังเป็นหน้าเดิมๆ
ผลการประมูลทีวีดิจิทัลช่วงสิ้นปี 2556 พบว่าผู้ชนะการประมูลอนุญาต 24 ใบ เป็น 72% เจ้าของสถานีโทรทัศน์รายเดิมและผู้ผลิตคอนเทนต์รายการโทรทัศน์รายใหญ่ และอีก 22% เป็นเจ้าของสื่อสิ่งพิมพ์รายใหญ่ จะมีเพียง กลุ่มปราสาททองโอสถ (ปัจจุบันทำทีวีดาวเทียมช่อง PPTV) เป็นผู้เล่นรายใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ทั้งนี้ BEC ซึ่งเป็นเจ้าตลาดสื่อทีวีรายเดิมและสามารถประมูลใบอนุญาตได้ตามเป้าหมาย อีกทั้งยังมีจำนวนมากที่สุดถึง 3 ช่อง (HD, SD, เด็ก) ส่วนผู้ที่ชนะประมูลใบอนุญาต 2 ช่อง ได้แก่ MCOT (HD, เด็ก) GRAMMY (HD,SD) TRUE (SD, ข่าว) ทีวีพูล (ข่าว, เด็ก) ทั้งนี้ คาดว่าทีวีดิจิทัลทั้ง 24 ช่องจะเริ่มออกอากาศได้ภายใน 1Q57

- ราคาประมูลสูงกว่าคาด แต่ไม่ใช่ต้นทุนหลัก
กสทช.ได้เงินจากการประมูลรวมทั้งสิ้น 50,862 ล้านบาท โดยราคาใบอนุญาตของทุกประเภทช่องรายการสูงกว่าที่เราคาดไว้อย่างมาก แต่หากคิดเป็นค่าตัดจำหน่ายค่าใบอนุญาตเป็นรายปี (อายุ 15 ปี) ช่อง HD จะมีต้นทุนเพียง 228 ล้านบาท ช่อง SD 152 ล้านบาท ช่องข่าว 88 ล้านบาท และช่องเด็กอยู่ที่เพียง 44 ล้านบาท ถือว่าเป็นต้นทุนที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดสื่อโฆษณาโทรทัศน์ปีละกว่า 6 หมื่นล้านบาท แต่เราประเมินว่าต้นทุนค่าคอนเทนต์และจัดหารายการทีวี ซึ่งประเมินในเบื้องต้นว่าจะมีสัดส่วนสูงถึง 50 - 60% ของต้นทุนรวม และจะกดดันผลประกอบการของเจ้าของใบอนุญาตในช่วงแรกๆ หากเทียบกับ BEC ที่ผู้ให้บริการสถานีโทรทัศน์ที่มีรายการหลากหลายจนได้ความนิยมในกลุ่มคนเมือง มีต้นทุนค่าคอนเทนต์รายการราว 4 พันล้านบาทต่อปี

- ต้นทุนคงที่เพิ่มขึ้นปีละ 120 – 420 ล้านบาทต่อช่อง
ค่าคอนเทนต์เป็นต้นทุนผันแปรขึ้นอยู้กับกลยุทธ์ของผู้ประกอบการ บางรายอาจตั้งใจลงทุนหนักตั้งแต่ปีแรกเพื่อสร้างชื่อเสียง บางรายอาจทยอยลงทุนตามการเข้าถึงครัวเรือน ขณะที่ต้นทุนคงที่ของการให้บริการทีวีดิจิทัล ได้แก่ ค่าใบอนุญาต ค่าโครงข่าย ค่าส่งสัญญาณดาวเทียม ซึ่งรวมแล้วช่อง HD จะมีต้นทุนคงที่อยู่ที่ราว 420 ล้านบาท ช่อง SD 230 ล้านบาท ช่องข่าว 180 ล้านบาท และช่องเด็ก 140 ล้านบาท ดังนั้นผู้ประกอบการจึงต้องหารายได้ให้ครอบคลุมเพื่อไม่ให้การลงทุนทีวีดิจิทัลฉุดผลประกอบการโดยรวม โดยเฉพาะ BEC ที่ชนะการประมูลไป 3 ช่อง จะมีต้นทุนคงที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดกว่า 760 ล้านบาท ตามมาด้วย GRAMMY 623 ล้านบาท MCOT 516 ล้านบาท AMARIN 414 ล้านบาท และ TRUE 378 ล้านบาท