วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมบัติ ตรีวิศวเวทย์'ภารกิจท้าทาย "นิวเจน" ช.การช่าง

'สมบัติ ตรีวิศวเวทย์'คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงทายาท'ช.การช่าง' ธุรกิจครอบครัว กำลังเข้าลุยภารกิจปั้นค้าปลีกรถไฟฟ้าดินกับ5ปีจากนี้รายได้เพิ่ม30%

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่ "สมบัติ ตรีวิศวเวทย์" กระโดดเข้าสู่สนามการทำงานของจริงเฉกเช่นทาทายาทในตระกูล "ตรีวิศวเวทย์" อีกหลายๆ คน ที่ถูกดึงตัวเข้ามาช่วยกันทำงาน วันนี้ในวัย 30 ปีต้นๆ เขานั่งในเก้าอี้ กรรมการผู้จัดการร่วม บริษัท แบงคอก เมโทร เน็ทเวิร์คส์ จำกัด (บีเอ็มเอ็น) และยังเป็นผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BMCL และอีกฐานะหนึ่งก็คือ "หลานชาย" ของ “ปลิว ตรีวิศวเวทย์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน)

สถานที่นัดสัมภาษณ์ในครั้งนี้ เป็นที่ๆ เดียวกับโครงการใหม่ล่าสุด "เมโทร ไนน์" บริเวณสถานีรถไฟฟ้า MRT พระราม 9 หนุ่มไฟแรงคนนี้ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เข้ามาพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ ที่อยู่ภายในสถานีบริการรถไฟฟ้าใต้ดินทั้ง 11 สถานี จากทั้งหมด 18 สถานี

เจ้าตัวเดินทางมาถึงที่นัดหมายด้วยท่าทางเร่งรีบ ก่อนจะนั่งลงให้สัมภาษณ์ โดยบอกว่า “อยากให้มาเห็นของจริง เลยนัดสถานที่แห่งนี้”

สมบัติ บอกอีกว่า นี่เป็นอีกหนึ่งความท้าทายในการทำงาน อีกอย่างหนึ่งที่ "ผู้ใหญ่" ในบริษัทหลายๆ ท่านก็คงเห็นความเหมาะสมจึงให้เข้ามาบริหารงานที่ แบงคอก เมโทร เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งงาน ซึ่งโดยส่วนตัวเขาเองก็ไม่ขัดข้องและพร้อมที่จะทำงานใหม่ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย อีกหนึ่งเหตุผล มองว่าที่นี่มีความท้าทายใหม่ๆ รออยู่เสมอ

“ที่นี่ก็น่าสนใจนะ ผมว่ามันเป็นความท้าทายอีกอย่างหนึ่ง ถ้าดูจากอัตราการเติบโตของรายได้ที่นี่แล้ว เป็นการเติบโตแบบมีนัยยะสำคัญ” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะอธิบายว่า

รายได้ในปีนี้เติบโตขึ้นมา 50% ปีหน้าก็คาดว่าน่าจะเติบโตได้ในระดับ 2 หลักเช่นกัน ซึ่งเป็นไปตามอัตราการเติบโตของทางบริษัทแม่ (BMCL) ที่มีจำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และอย่าลืมว่าในปี 2559-2560 จะมีส่วนต่อขยายสายสีม่วงและสีน้ำเงินแล้วเสร็จจะเพิ่มจำนวนผู้โดยสารได้มาก ซึ่งก็มั่นใจว่า จำนวนทราฟฟิคที่เข้ามาใช้บริการภายในพื้นที่เชิงพาณิชย์จะเพิ่มตามไปด้วย

เช่นเดียวกับการขยายตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ด้านบนตามแนวรถไฟฟ้า ก็จะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้คนเลือกที่จะเดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชนสาธารณะมากกว่าการใช้รถยนต์ส่วนตัว ตามไลฟ์สไตล์คนเมืองที่เริ่มเปลี่ยนไป

โดยรวมสมบัติท่าทางเป็นคนง่ายๆ ที่เข้ากับคนรอบข้างได้เป็นอย่างดี ทำให้การสนทนาออกรสชาติมากขึ้น อีกมุมหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงการที่เขาเองเป็นคนหนึ่งที่ตรงไปตรงมาและชัดเจน ในการตอบคำถามต่างๆ มากมาย สิ่งไหนตอบได้ หรือ ไม่ได้ ก็พูดออกมาแบบตรงๆ

กว่าจะพัฒนาโครงการเชิงพาณิชย์ภายในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ต้องศึกษาอยู่หลายปี มีการเก็บข้อมูลมากมายหลายๆ ด้านจนเชื่อว่าพร้อมแล้วที่จะดำเนินการ

“ต้องย้อนไปตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งเป็นปีที่ทางเราได้สัมปทาน และน่าจะช่วงปี 2550 ที่บีเอ็มเอ็นได้เข้ามาบริหารงานรีเทลที่นี่ทั้งหมด แต่ตอนนั้นกับวันนี้ความแตกต่างมันมีอยู่เยอะมากๆ ทำให้การพัฒนาโครงการในระยะแรกยังทำไม่ได้แต่ก็อยู่ในแผนงานของเราอยู่แล้วว่าที่นี่สามารถพัฒนาเป็นเชิงพาณิชย์ได้เพียงแค่ต้องรอจังหวะที่เหมาะสมเท่านั้น"

เขายอมรับว่า โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในแผน "ล้างขาดทุนสะสม" ของบริษัทแม่ ซึ่งก็คือ บีเอ็มซีแอล ที่มีหนี้อยู่กว่า 11,920 ล้านบาท (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2555) กับเป้าหมายภายใน 5 ปีนับจากนี้ (2557-2562) สัดส่วนรายได้ที่มาจากบริษัทจะต้องมีไม่น้อยกว่า 30% ซึ่งจะไปช่วย "ลด" การขาดทุนลงได้ส่วนหนึ่งเมื่อรวมกับแผนการจัดหารายได้ของทางตัวบริษัทแม่

ทั้งนี้ บีเอ็มเอ็น ขึ้นมาจากการรวม 3 บริษัทย่อย คือ บริษัท บีเอ็มซีแอล เน็ทเวิร์ค จำกัด บริษัท เมโทร มอลล์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด และบริษัท ไตรแอดส์ เน็ทเวิคส์ จำกัด เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 จัดตั้ง โดยมีทุนจดทะเบียน 254 ล้านบาท และตามแผนหากไม่มีอุปสรรคในการดำเนินงานก็จะนำบริษัทนี้เข้ากระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ภายใน 2 ปีจากนี้

ข้อมูลที่ทางบีเอ็มเอ็นยื่นต่อทางตลาดหลักทรัพย์ ระบุว่า สัดส่วนรายรวมได้ในปัจจุบันของบริษัทอยู่ที่ 13% จากธุรกิจสื่อโฆษณาและเช่าพื้นที่ค้าปลีกภายในตัวสถานีบริการรถไฟฟ้าใต้ดิน

ขณะที่ปี 2557 บีเอ็มเอ็น ตั้งเป้าไว้ว่า บริษัทจะมีรายได้รวมเติบโตเพิ่มขึ้น 10% จากปีนี้ที่คาดว่าจะมีรายได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 390 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้รวม 260 ล้านบาท โดยรายได้รวมมาจากธุรกิจโฆษณา 60% ธุรกิจค้าปลีก 10% และ ธุรกิจให้บริการระบบสัญญาณโทรคมนาคม 30%

บีเอ็มเอ็น เป็นผู้ได้รับสิทธิในการพัฒนาเชิงพาณิชย์พื้นที่ร้านค้าปลีกรวม 11 สถานี และให้เช่าพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรม บนพื้นที่มากกว่า 15,000 ตารางเมตร ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการไปแล้ว 5 สถานี ได้แก่ สถานีพระราม 9 สถานีสุขุมวิท สถานีพหลโยธิน สถานีสวนจตุจักร และสถานีกำแพงเพชร ภายในประกอบด้วย พื้นที่ร้านค้าแฟชั่นเครื่องประดับ ร้านอาหารเครื่องดื่ม ได้แก่ Ricco café , Ochaya และ Oh! Mango ร้านเพื่อสุขภาพ-สปา ได้แก่ ร้านตัดผม easy cut และ HIS Tour Tree Spa& Massage ธนาคาร ธกส. ร้านสะดวกซื้อ Lawson 108 และร้านค้าอื่นๆ อีกมากมาย

สำหรับอีก 6 แห่งที่เหลือยังอยู่ในแผนจะเปิดดำเนินการในอนาคต ได้แก่ สถานีศูนย์วัฒนธรรม สถานีศูนย์สิริกิตติ์ สถานีคลองเตย สถานีรัชดาภิเษก สถานีลาดพร้าว และสถานีเพชรบุรี โดย 3 สถานีกำลังศึกษาอยู่ว่าจะพัฒนาเป็นพื้นที่สำนักงานขนาดเล็กๆ ให้เช่า

"ใช่ๆ ครับ โมเดลจะเป็นลักษณะกับที่ญี่ปุ่น แบบมีพนักงานนั่งประจำ 2-3 คน เนื่องจากไม่เหมาะสมที่จะทำเป็นพื้นที่ค้าปลีก" เขาบอกเช่นนั้น

สมบัติ ยังบอกพร้อมเสียงหัวเราะว่า หากทำตามนี้ได้ และในอนาคตจะมีโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ เกิดขึ้นอีก ก็มั่นใจว่ารายได้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และก็เชื่อว่าจะสามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในบริษัทนี้ที่รอคอยมานานได้ "สมหวัง" เสียที