หุ้นไอพีโอเมินกระแสการเมืองร้อน-เฟดหั่นคิวอี ปี"57 จ่อระดมทุนตลาดหุ้นกว่า 1 แสนล้านบาท
ท่ามกลางกระแสการเมืองร้อนแรง ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศลดขนาดคิวอีลงไปแล้ว 1 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีแนวโน้มว่าปีหน้าจะทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลกระทบกับเงินทุนเคลื่อนย้าย น่าสนใจว่า "หุ้นน้องใหม่" ที่เสนอขายให้กับประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ซึ่งจะพาเหรดเข้าตลาดหุ้นจะเป็นอย่างไร รายการ Ringside สังเวียนหุ้น "กรุงเทพธุรกิจทีวี" มีคำตอบ
นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (เอพีเอ็ม) บริษัทที่ปรึกษาการเงินชื่อดัง กล่าวว่า หุ้นไอพีโอในปัจจุบันยังมีแนวโน้มที่ดี แม้สถานการณ์การเมืองจะกดดันตลาดหุ้นบ้าง แต่เนื่องจากบริษัทที่กระจายหุ้นครั้งแรกให้ประชาชนส่วนใหญ่เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดี ธุรกิจน่าสนใจ และในส่วนของบริษัทหากจะนำบริษัทใดเข้าตลาดหุ้น จะต้องศึกษาพื้นฐานของบริษัทให้ดี จนมั่นใจว่าหากเข้าตลาดหุ้นแล้วจะต้องเกิดประโยชน์ทั้งในส่วนของบริษัทและนักลงทุน จึงทำให้หุ้นของบริษัทที่เข้าตลาดหุ้นวันแรกส่วนใหญ่ราคาจะปรับเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรง และราคายังปรับขึ้นต่อเนื่องเมื่อพ้นการซื้อขายวันแรกด้วย
"ผมไม่กังวลเลยแม้ว่าการเมืองจะร้อนแรง เรื่องคิวอีของสหรัฐจะมากระทบอย่างไร หากเรามั่นใจว่าหุ้นเราดี พื้นฐานดี เราก็สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ นักลงทุนก็มั่นใจ หุ้นที่เข้าตลาดของเราก็ดีจริงๆ วันแรกขึ้นแรง ต่อๆ ไปก็ยังขึ้นต่อเนื่อง เพราะเรามีการทำพีอาร์ ไออาร์ต่อเนื่อง ให้บริษัทมีข่าวอยู่ในตลาด ให้นักลงทุนมั่นใจ" นายสมภพ กล่าว
คาดปี 57 จ่อระดมทุน 1 แสนล้านบาท
ส่วนกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยออกมาประเมินว่า แนวโน้มหุ้นไอพีโอในปีหน้าจะมีมูลค่าระดมทุนกว่า 1 แสนล้านบาทนั้น นายสมภพ มองว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ และไม่ใช่เรื่องยาก เพราะจากการประเมินจำนวนบริษัทที่รอเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นปี 2557 จะสูงถึง 35-40 บริษัท จากปี 2556 ที่ระดับ 30 บริษัท ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. มีโครงการหุ้นใหม่ความภูมิใจของจังหวัด ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมของบริษัทต่างๆ ที่จะเข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้น รวมถึงการทำดูโอลิสซิ่ง โดยการนำบริษัทจากต่างประเทศมาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย จึงเป็นเหตุผลว่าไม่ใช่เรื่องยากที่มูลค่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 แสนล้านบาทได้
"ปี 2553 มีบริษัทเข้าจดทะเบียน 11 บริษัท ปี 2554 ก็ 11 บริษัท ปี 2555 อยู่ที่ 18 บริษัท ในปีนี้ก็น่าจะประมาณ 30 บริษัท ส่วนปีหน้าก็ 35-40 บริษัท นี่ยังไม่รวมบริษัทในโครงการของ ก.ล.ต.ที่พร้อมจะเดินหน้าเข้าตลาดหุ้น และบริษัทต่างประเทศที่จะทำดูโอลิสซิ่งเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยอีก ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะเพิ่มเป็นแสนล้านบาทได้" นายสมภพย้ำ
และว่า ที่ผ่านมาบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนใหม่มีกำไรและรายได้เพิ่มขึ้นสูงมาก จากปีที่แล้วที่บริษัทในตลาดหุ้นมีกำไร 8 แสนล้านบาท ปีนี้ 9 เดือนก็อยู่ที่ 6 แสนล้านบาทแล้ว จึงทำให้หลายบริษัทมีความสนใจที่จะเดินหน้าเข้าตลาดหุ้น เพราะเล็งเห็นว่าจะสามารถขยายธุรกิจของบริษัทให้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว
หลายบริษัทที่ปรึกษาแนะเลื่อนกระจายหุ้น
สำหรับสถานการณ์การเมืองที่ยังคงยืดเยื้อต่อเนื่องจนทำให้หลายบริษัทเลื่อนการกระจายหุ้นไอพีโอออกไปนั้น นายสมภพ มองว่า เรื่องนี้เป็นเพียงความคิดของเอฟเอและผู้บริหารของแต่ละบริษัทที่หารือร่วมกันเท่านั้น แต่ในส่วนของเอพีเอ็ม ไม่ได้มองว่าวิกฤติการเมืองจะทำให้ต้องเลื่อนการเข้าตลาด เพราะก่อนที่จะดันแต่ละบริษัทเข้าตลาดหุ้น เราในฐานะบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน ได้มีการศึกษาพื้นฐานธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างดี จนมั่นใจว่าไม่ว่าจะเกิดวิกฤติใดๆ ที่เป็นปัจจัยแวดล้อมด้านนอก ก็จะไม่กระทบกับธุรกิจของบริษัท เราจึงมั่นใจที่จะนำบริษัทเข้าตลาดหุ้นและไม่คิดเลื่อน เพราะบางบริษัทเคยเลื่อนเพื่อรอให้ภาวะตลาดดี ภาวะแวดล้อมดี สุดท้ายก็ยกเลิกการเข้าตลาดหุ้นไป
"เราไม่รอ ไม่เลื่อน ถ้าเราเตรียมพร้อมเต็มที่เราก็มั่นใจในบริษัทที่เราผลักดันเข้าไป ทุกบริษัทผมจะทำงานมากกว่า 3-4 ปี เพื่อให้แน่ใจว่าพื้นฐานบริษัทแกร่งดีพอที่จะเข้าตลาดหุ้น อย่างบริษัทน้ำมันเครื่องเทรน เข้าตลาดหุ้นตอนปี 2541 ซึ่งประเทศเพิ่งประสบภาวะต้มยำกุ้ง แต่เราก็มั่นใจที่จะดันหุ้นเข้าตลาด เพราะเราโชว์ความเก๋าของบริษัทที่ตั้งมานานกว่า 40 ปี ผู้บริหารดี พื้นฐานบริษัทเยี่ยม ราคาพาร์ 10 บาท ไอพีโอ 39 บาท วันแรกเข้าตลาดขึ้นมาปิด 45 บาท วันนี้ราคาก็ 200 กว่าบาท"
"ถ้าวันนั้นไม่เข้า ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเมื่อไร ส่วนการคิดราคาไอพีโอ เราจะเอาธุรกิจของบริษัทในอีก 4 ไตรมาสข้างหน้ามาพิจารณาพร้อมกับวิเคราะห์ แล้วให้ส่วนลด ซึ่งระดับปกติจะอยู่ที่ประมาณ 10-15%"
ไอพีโอแทบทุกตัวราคาพุ่งมากกว่า 100%
นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นช่วงที่หุ้นไอพีโอประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก ราคาหุ้นไอพีโอบางบริษัทปรับขึ้นไปมากกว่า 100% มองว่าราคาที่ปรับขึ้นนั้น นอกจากพื้นฐานของธุรกิจที่ดีแล้วยังมีปัจจัยจากอารมณ์และความรู้สึกของนักลงทุนร่วมอยู่ด้วย ไม่ใช่เพราะว่าบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินประเมินราคาที่ต่ำเกินไป
"ก่อนที่เราจะพิจารณาราคาหุ้นไอพีโอ เราเอาปัจจัยหลายเรื่องมาพิจารณา จนได้ราคาที่เหมาะสมมา บางคนมองว่าเราตั้งราคาที่ 4 บาท แล้วราคาพุ่งขึ้นไป 8-9 บาท เป็นสิ่งที่สูงเกินไป เพราะเราตั้งราคาไว้ต่ำ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเราตั้งราคาไอพีโอไว้ที่ 8 บาท ราคาอาจจะไม่ได้ปรับขึ้น 100% ก็ได้ ทุกอย่างมันมีหลายปัจจัยประกอบกัน จากความมั่นใจในเอฟเอ มั่นใจในบริษัท และสุดท้ายคือเรื่องของอารมณ์และความรู้สึกของนักลงทุน" นายสมภพระบุ
ยังไม่หมดรอบหุ้นไอพีโอฟีเวอร์
สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไอพีโอในปี 2557 นั้น กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัสฯ เชื่อว่า ยังเดินหน้าได้ดีต่อเนื่องจากปีนี้ เพราะวงจรของหุ้นไอพีโอแต่ละรอบน่าจะอยู่ที่ประมาณ 7-8 ปี โดยในปีหน้าบริษัทมีแผนนำไอพีโอเข้าตลาดหุ้นประมาณ 7 บริษัท ส่วนปี 2558 จะอยู่ที่ประมาณ 5 บริษัท ประกอบกับแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปีหน้าน่าจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยได้ปรับขึ้นมาอยู่อันดับ 1 ของอาเซียนแล้ว ซึ่งทำให้มองภาพชัดเจนได้ว่าปีหน้าไอพีโอจะมีแนวโน้มที่เติบโตได้ดีอยู่
นายสมภพ กล่าวด้วยว่า ในช่วงที่ผ่านมาหลายคนอาจกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศจนไม่กล้าลงทุน แต่อยากให้มองว่าตลาดหุ้นไทยวนเวียนอยู่กับความร้อนแรงทางการเมืองมาประมาณ 7 ปี แล้ว ทั้งกรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดสนามบิน เสื้อแดงปิดราชประสงค์ มาจนถึงเสื้อหลากสี และวันนี้คือราชดำเนิน ก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้นถ้ากลัวการเมืองจะไม่สามารถลงทุนในตลาดหุ้นได้เลย
"อยากให้มั่นใจว่าทุกบริษัทที่ทุกเอฟเอนำเข้าตลาดหุ้นส่วนใหญ่จะมีพื้นฐานธุรกิจที่ดีอยู่แล้ว นักลงทุนสามารถลงทุนได้โดยศึกษาพื้นฐานของบริษัท อ่านบทวิเคราะห์ก่อนจึงค่อยลงทุน" เขากล่าวทิ้งท้าย









