วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แปรรูป "ข้าว"ให้เป็น"สุข"ที่ทุ่งสมอ

เครื่องดื่มจมูกข้าวรุ่งอรุณและจมูกข้าวอบกรอบ“กุ๊กกิ๊ก”ไม่ใช่แค่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวทว่าผลพลอยได้สำคัญคือคุณภาพชีวิตที่ดีและความสุข

ผลิตภัณฑ์ OTOP 5 ดาว “จมูกข้าวรุ่งอรุณ” เรียงรายอวดโฉมต้อนมาผู้มาเยือน เคียงข้าง จมูกข้าวหอมมะลิอบกรอบ แบรนด์ “กุ๊กกิ๊ก” ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “ทานแล้วอารมณ์ดี” เอาใจวัยผู้ใหญ่ คนรักสุขภาพ ไล่มาจนวัยรุ่น วัยมันโดยเฉพาะ

นี่ไม่แค่ผลิตภัณฑ์ชุมชน แต่คือ โมเดลสร้างสุขฉบับชุมชน ของ “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสตรีอาสาพัฒนาเกษตรกรทุ่งสมอ” ต. ทุ่งสมอ อ. พนมทวน จ. กาญจนบุรี

“ชาวทุ่งสมอเป็นเกษตรกรแท้ๆ คนที่นี่ทำนากันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า พอขายข้าวไม่ได้ราคา เลยรวมกลุ่มกันขึ้นมา แล้วไปจดทะเบียนกับกรมพัฒนาชุมชน ในชื่อ “กลุ่มสตรีอาสาพัฒนาเกษตรกรทุ่งสมอ” เริ่มต้นมีสมาชิก 20 คน ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มเป็น 114 คน โดยหลังรวมกลุ่มก็ทำข้าวกล้องหอมมะลิบรรจุถุงขาย ใช้ชื่อข้าวตราทุ่งสมอ”

“จักรพันธ์ สอนใจ” คนรุ่นสองที่เข้ามาสืบสานอุดมการณ์ ย้อนเล่าความพยายามในการแก้ปัญหาของชาวทุ่งสมอ โดยเลือกที่จะรวมกลุ่ม ช่วยกันคิด ช่วยกันหาทางออก แม้วันนี้สมาชิกยุคเริ่มต้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยจะทยอยเสียชีวิตไปหลายท่านแล้ว แต่กลุ่มที่ก่อตั้งขึ้น ก็ยังเข้มแข็งและคงมั่น

ข้าวคุณภาพที่เกิดจากการรวมกลุ่ม คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ดี ปลูกเอง สีกันเองในโรงสีชุมชน เห็นตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ ที่สำคัญไม่ต้องขายผ่านคนกลาง แต่จำหน่ายเอง โดยลองขนใส่รถไปขายที่กรุงเทพ

“ข้าวของเราพอไปขายกรุงเทพ ปรากฏขายดีมาก ผมถามคุณยายว่า ขายได้กำไรเท่าไร ยายบอก ‘ไม่รู้หรอก รู้แต่ฉันขายของฉันหมดเลย’ สมัยโน้นเขาไม่รู้เรื่องธนาคาร เก็บตังค์ได้เยอะก็ใส่ถุงปุ๋ยกลับบ้าน”

แม้ข้าวจะขายดี แต่การขายเป็นข้าวสาร มีอุปสรรคสำคัญคือ น้ำหนักมาก และตลาดไม่กว้างพอ ขณะที่ยังอยากเพิ่มผลผลิตข้าวให้มากขึ้น เพื่อให้ชุมชนมีรายได้เพิ่ม มีงานทำ ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงานที่ไหน แต่ถ้าช่องทางตลาดมีแค่นี้ก็คง “ไม่พอกิน ไม่พอใช้”

ที่มาของแนวคิดเพิ่มผลิตภัณฑ์ให้มากขึ้น ด้วยการนำผลผลิตข้าวที่ได้มาแปรรูป โดยขอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ อย่าง กรมพัฒนาชุมชน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และสถาบันการศึกษา

อย่าง การเข้าร่วมโครงการ มก.-ธกส. ทำให้มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มาช่วยพัฒนาวิจัยจมูกข้าวจนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ จมูกข้าวหอมมะลิอบกรอบ พร้อมรับประทาน แบรนด์ “กุ๊กกิ๊ก” ขณะที่ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจมูกข้าวรุ่งอรุณ ก็ยังขายดิบขายดีในวันนี้ ขยายกลุ่มลูกค้า ครอบคลุมทั้งกลุ่มครอบครัว ผู้สูงวัย คนใส่ใจสุขภาพ และกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้

“เราพยายามทำผลิตภัณฑ์ใหม่ คิดแบบใหม่ คือนำ ‘ข้าว’ จากภูมิปัญญาของคนไทย มาสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยใช้นวัตกรรม และความรู้ เพื่อให้เด็กๆ ได้กินข้าวไทยกันเยอะๆ โดยไม่ลืมคุณค่าของคำว่า..ข้าวไทย”

ข้าวแปรรูปทำให้ชาวนาสามารถขายข้าวได้ราคาขึ้น และสร้างมูลค่าให้กับข้าวได้ถึง 2-3 เท่าตัว ขณะที่จุดยืนสำคัญของพวกเขา คือ ต้องใช้วัตถุดิบทั้งหมดจากชุมชน โดยไม่ต้องไปหาซื้อจากที่ไหน ทำให้สามารถกระจายรายได้ให้กับชาวบ้านกลุ่มที่ปลูกพืชสมุนไพร จำพวก ขิง ข่า ตะไคร้ และใบเตย เพื่อนำมาเป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ได้อีกทางด้วย

“ผลิตภัณฑ์ทั้งหมด ปลูกที่นี่ แปรรูปที่นี่ และวัตถุดิบก็เป็นของชาวบ้านทุ่งสมอ เป็นการกระจายรายได้ให้ชาวบ้านเพิ่มขึ้น จากเมื่อก่อนไม่มีการรวมกลุ่ม ก็ไม่มีเงินกันหรอก ตอนนี้สมาชิกมีรายได้เฉลี่ยกว่า 7 พันบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับสัดส่วนการถือหุ้น ซึ่งเมื่อทางกลุ่มมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะกลายเป็นเงินปันผลให้กับเหล่าสมาชิกได้มากขึ้นด้วย”

จากความสำเร็จของชุมชน ที่พัฒนาตัวเองจนได้รับรางวัลระดับประเทศมามากมาย เช่น ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการประกวดการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าว ในงานวิสาหกิจชุมชนจังหวัดนครปฐม ขณะที่ในปี 2555 ได้ร่วมโครงงานผลงานเครือข่ายองค์ความรู้ (KBO) ซึ่งงานนี้เองที่ทำให้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในประเทศ เปิดทั้งโอกาสทางการตลาด และเพิ่มชื่อเสียงให้กับชาวทุ่งสมอ ขณะที่วันนี้ชุมชนยังกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรจุดสำคัญของ จังหวัดกาญจนบุรี ต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมเยือนกว่าหมื่นรายต่อปี ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ขณะที่สื่อต่างๆ ก็ถ่ายทอดเรื่องราวของพวกเขาจนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ขณะที่คนรุ่นเก่าผลัดใบจากไป เจเนอเรชั่นใหม่ก็พร้อมเข้ามาสานต่ออุดมการณ์ ท่ามกลางทางเลือกในชีวิตที่มากขึ้น “จักรพันธ์” บอกแนวคิดการสร้างแรงจูงใจให้ชาวทุ่งสมอเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มให้มากขึ้น และไม่ต้องละทิ้งชุมชนไปทำงานที่อื่นไกล

สำหรับเกษตรกร นอกจากสนับสนุนด้านเมล็ดพันธุ์ ยังรับซื้อผลผลิตในราคาที่แพงกว่าท้องตาด และมีเงินปันผลให้ทุกปี ส่วนพนักงานที่มาทำงานกับกลุ่ม จะจ่ายค่าแรงวันละ 300 บาท เท่ากับค่าแรงขั้นต่ำ พร้อมประกันสังคม ค่ารักษาพยาบาล มีเงินปันผล เบี้ยขยัน ไม่น้อยหน้าหน่วยงานที่ไหน

“เราจัดระบบกันขึ้นมา พูดง่ายๆ คือ อยากให้คนกลับมาพื้นถิ่นของตัวเอง เพราะว่าถิ่นที่เราอยู่นี้ มีอะไรดีเยอะแยะมาก การที่ลุกมาทำเรื่องนี้จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ ให้กับคนในท้องถิ่น โดยที่เขาไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานไปที่ไหน”

คงเช่นเดียวกับเขาที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ แต่เลือกหันหลังให้งานประจำ แล้วกลับมาทำงานที่บ้าน

“โดยส่วนตัวผมรู้ดีว่า อาชีพชาวนาเราทำมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เกิดมาก็เจออย่างนี้ เมื่อก่อนก็ต้องไปดำนา ปลูกข้าว พอได้เรียนสูงๆ มีความรู้ ก็อยากกลับมาช่วยที่บ้าน จะเรียกว่าจิตสำนึกก็ได้นะ เพราะเมื่อก่อนแม่ลำบากมาก ต้องทำงานหนัก ส่งเงินให้พวกผมเรียน เพื่อให้พวกผมได้รู้ เพราะแม่ทำแบบคนไม่รู้ ใช้วิธีแบบชาวบ้าน เขาให้ทำอะไร ก็ทำหมด ผมเลยอยากกลับมาบ้านเกิด และผมเชื่อว่าทุกอย่างถ้าเราทำดีๆ จัดระบบให้ดี ก็สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้”

คนหนุ่มที่มีเลือดรักษ์บ้านเกิดอยู่เต็มขั้น บอกการตัดสินใจครั้งสำคัญ ที่จะกลับมาช่วยผู้เป็นแม่ “สนอง สอนใจ” ประธานกลุ่มสตรีอาสาพัฒนาเกษตรกรทุ่งสมอ และสมาชิกอีกกว่าร้อยชีวิต ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยใช้ความรู้ความสามารถมาพัฒนาด้านการตลาด การขาย การจัดทำเว็บไซต์ (www.rungrunrice.com) จนสามารถมีช่องทางจำหน่ายอยู่ทั่วประเทศ แม้แต่คอยต้อนรับเหล่าผู้มาเยือน ก็ทำได้ดีไม่บกพร่อง

ก่อนจากทุ่งสมอ เรายังได้คุยกับ “สนอง สอนใจ” ประธานกลุ่ม และคุณแม่ของลูกชายที่เข้ามาสานต่ออุดมการณ์ เลยได้แบ่งปันกุศโลบายสร้างจิตสำนึกแบบ “เนียนๆ” ของครอบครัวสอนใจ

“สมัยก่อนแม่มีหนี้เท่าไร ก็จะใช้ถ่านเขียนไว้ที่ข้างฝา ลูกๆ ก็เห็นทุกวัน เขามาดูทุกวัน พอตอนที่เริ่มโต ก็มาถามว่า ‘แม่ หนี้ลดหรือยัง’ แม้ตอนหลังไปเขียนบันทึกลงสมุด ลูกก็มาค้นสมุดอีก ดังนั้นเขารับรู้มาตลอด ทำให้ตอนเรียนไม่เคยขอเงินแม่ใช้เยอะเลย เขาเป็นลูกที่ดี และดีใจที่เขากลับมาช่วยงานในวันนี้”

คุณแม่ของลูกชายบอกหนึ่งความภูมิใจในชีวิต หลังไม่ต้องมองเห็นลูกๆ ทิ้งถิ่นฐานไปทำงานในที่ไหน และนี่คงแทนคำตอบได้ว่าสำหรับชาวทุ่งสมอ “ข้าว” ไม่ได้เป็นแค่ข้าว แต่คือสัญลักษณ์แห่ง “ความสุข” ของพวกเขา