ผลสำรวจผู้บริหารกองทุนในเอเชีย ลดน้ำหนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย สวนทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาคและตลาดโลก การเมืองป่วน! จับตาปชป.บอยคอตเลือกตั้ง 2 ก.พ.
บล.เคเคเทรด วิเคราะห์ว่า แม้ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะตัดสินใจปรับลดขนาดมาตรการคิวอีลง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน มาอยู่ที่ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อเดือน โดยยืนยันตลาดหุ้นโลก และไทยจะได้รับผลกระทบจำกัด เพราะรับรู้ความเป็นไปได้ของการลดขนาดไปแล้ว โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทย ที่สะท้อนออกมาชัดเจนตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค.-28 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ดัชนีปรับตัวลงมาจาก 1,650 เหลือ 1,260 จุด
ในทางตรงกันข้าม มองว่า มุมมองต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่เฟดแถลงออกมาจะเป็นปัจจัยบวก หากกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวจริง จะชดเชยสภาพคล่องจากเฟดที่หายไปในครั้งนี้ได้ และจะมีเสถียรภาพกว่า ในระยะสั้นให้น้ำหนักไปที่ปัจจัยการเมืองเป็นหลัก โดยที่ประเมินว่าถ้าพรรค ปชป. ประกาศหลังการประชุมวันที่ 21 ธ.ค.นี้ ว่าจะลงเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.2557 ตลาดหุ้นไทยพร้อมที่จะกลับมาปรับตัวขึ้นไปที่ 1,380-1,400 จุดภายในเดือนธ.ค.นี้
ทั้งนี้จากผลสำรวจผู้บริหารกองทุน (Fund Manager Survey) เดือน ธ.ค.นี้ ยังคงให้น้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาด สำหรับตลาดหุ้นโลกที่ระดับ 54% เทียบกับตลาดพันธบัตรโลก และสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังคงถูกให้น้ำหนักต่ำกว่าตลาด ถึง 64% และ 21% ตามลำดับ
แม้ผู้บริหารกองทุนในเอเชีย ยังคงเน้นที่จะให้น้ำหนักมากกว่าตลาด สำหรับตลาดหุ้นในกลุ่มเอเชียเหนือ แต่ปัจจัยการเมืองส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยถูกกลับมาให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด ประมาณ 5%
"มองว่าดัชนีหุ้นไทย จะกลับมาได้ประโยชน์จากแนวโน้มขาขึ้นของตลาดหุ้นโลกอีกครั้ง หากพรรค ปชป. ตัดสินใจลงเลือกตั้ง"
บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์ว่า ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงสวนทางตลาดหุ้นเอเชีย เป็นเพราะการปรับเพิ่มขึ้นของตลาดภูมิภาคไม่แรงเท่าที่ควร และการเมืองเริ่มกลับมาคุอีกครั้ง จึงกดดันนักลงทุนให้ทำการขายเพื่อเก็บเงินเข้ากระเป๋าเอาไว้ก่อน
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือ การตัดสินใจของพรรคประชาธิปัตย์ จะส่งผู้สมัครลงรับการเลือกตั้งในวันที่ 21 ธ.ค.นี้ หรือไม่หากมีมติส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง สถานการณ์การชุมนุมน่าจะเบาลง และกระแสน่าจะโฟกัสไปที่การเลือกตั้งเป็นหลัก เชื่อตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวก หากพรรคปชป. มีมติไม่ลงเลือกตั้ง จะเป็นการเพิ่มความเข้มข้นของการชุมนุม และทำให้สถานการณ์เข้าสู่จุดล่อแหลมที่ไม่รู้ว่าจะจบลงที่ตรงไหน
ดัชนีตลาดหุ้นไทย มีความเสี่ยงที่จะพลิกกลับมาลงต่อเนื่องอีกรอบ ซึ่งล่าสุดมีเค้าลางเรื่องยาวจบยากออกมาแล้วจาก อดีต ส.ส. จ.สุราษฎร์ธานี 6 คน ของพรรคประชาธิปัตย์ ได้แจ้งถึงการหารือกับตัวแทนพรรคทั้ง 7 สาขา มีมติให้ ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.2557
ทั้งนี้คาดดัชนีน่าจะแกว่งเงียบในกรอบแคบ อาจมีบางจังหวะที่กลับไปอยู่ในแดนบวก แต่เชื่อว่าจะอยู่ไม่ยืดและน่าจะปรับลดลงภายในกรอบ 1,338-1,355 จุด กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำให้ถือหุ้นเพียง 30% ของเงินลงทุน และให้เน้นถือหุ้นผสมระหว่างหุ้นที่อิงตลาดในประเทศ และหุ้นที่อิงกับเศรษฐกิจโลก
ด้านนายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซีย พลัส หรือ ASP กล่าวว่า การเมืองลากยากกว่านี้ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศมากขึ้น ที่ผ่านมาเศรษฐกิจของประเทศได้รับแรงกดดันจากการเมืองมากแล้ว กล่าวคือ ภาครัฐไม่มีการลงทุนมาเป็นเวลานาน และเมื่อมีแรงกดดันจากการเมืองเข้ามาเพิ่มอีก การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนของรัฐบาลก็จะไม่เกิดขึ้น
ภาคเอกชนก็ไม่มีความเชื่อมั่น เกิดความลังเลในการเข้ามาลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทางตรง โดยสร้างโรงงานต่างๆ หรือการลงทุนทางอ้อม คือการลงทุนในตลาดหุ้น
เขากล่าวเพิ่มว่า การปรับตัวของภาคเอกชนคือการไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งเอกชนไทยหลายราย เริ่มออกไปลงทุนและหารายได้จากต่างประเทศ หากเห็นตัวเลขทางแบงก์ชาติ น่าจะเห็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน เม็ดเงินจากตลาดทุนไทย ไหลไปลงทุนในตลาดหุ้น และอสังหาริมทรัพย์
"การออกไปลงทุนต่างประเทศเป็นการกระจายความเสี่ยง คนไทยที่ผ่านมาไม่ค่อยกระจายความเสี่ยงด้านการลงทุน แต่ตอนนี้มีแล้ว บางคนไปซื้อตึกในต่างประเทศ และอีกหลายคนที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อกระจายพอร์ตฟอลิโอ คอร์ปอเรทก็ออกไปลงทุนต่างประเทศมากเหมือนกัน"
เขาเชื่อว่า ช่วงที่เศรษฐกิจไทยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยทางการเมือง กลุ่มที่ยังสร้างการเติบโตได้ คือ กลุ่มผู้ส่งออก หรือผู้ประกอบธุรกิจที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง อาจจะมองหารายได้จากตลาดต่างประเทศเพิ่มได้ เพราะค่าเงินบาทกำลังอ่อนค่า ธุรกิจนั้นๆ ต้องพร้อมมาก มีสินค้าและแบรนด์เป็นที่รู้จักในตลาดโลก
"ในแง่ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย เชื่อราคาหุ้นเริ่มตอบรับปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองมาระดับหนึ่งแล้ว โดยดัชนีลดลงจาก 1,600 จุด มาอยู่ที่ 1,300 จุด หรือลดลงกว่า 20% ทำให้หุ้นบางตัว อาจน่าสนใจเรื่องราคาหุ้นที่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน ก็เป็นทางเลือกการลงทุนของนักลงทุนได้ ส่วนบรรยากาศการลงทุนจะกลับมาดีเมื่อไหร่ ต้องติดตามผลประกอบการไตรมาส 4 นี้ หากออกมาดีก็เป็นจุดที่ทำให้นักลงทุนมั่นใจขึ้นได้"









