วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรุงศรีเปิดศักราชใหม่กับพันธมิตรญี่ปุ่น

"กรุงศรี"เปิดศักราชใหม่ด้วยพลังอาทิตย์อุทัยจากกลุ่ม MUFG สถาบันการเงินใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

นายวีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ ประธานกรรมการธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) (BAY) ได้แถลงถึงความสำเร็จในการที่กลุ่มมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ไฟแนนเซียล (Mitsubishi UFJ Financial Group หรือ MUFG) ซึ่งเป็นกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น และเป็นหนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินที่ใหญ่ที่สุดระดับโลกได้ให้บริษัทย่อยที่ MUFG ถือหุ้นอยู่ 100% คือ ธนาคารแห่งโตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ (Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ หรือ BTMU) เข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เชิงกลยุทธ์รายใหม่ของ "กรุงศรี" ว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 BTMU ได้ดำเนินการตามกระบวนการทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญของ "กรุงศรี" โดยสมัครใจ (Voluntary Tender Offer หรือ VTO) ในราคาหุ้นละ 39 บาทเสร็จสิ้นแล้ว ผลปรากฏว่า BTMU ได้ถือครองหุ้นจำนวนร้อยละ 72 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของ "กรุงศรี" ในขณะที่กลุ่มรัตนรักษ์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่มาแต่ดั้งเดิมมิได้ขายหุ้น"กรุงศรี" ออกเลย และยังคงถือหุ้นอยู่ร้อยละ 25 ได้เต็มใจต้อนรับ BTMU เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

นายวีระพันธุ์ได้ประเมินว่า การซื้อหุ้นดังกล่าวนอกจากจะสร้างความแข็งแกร่งให้ "กรุงศรี" แล้ว ยังจะเป็นผลบวกอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยอีกด้วย เพราะ BTMU ได้แสดงให้โลกประจักษ์ว่าในยามที่ประเทศไทยประสบวิกฤติทางการเมืองและเศรษฐกิจสะดุด BTMU ก็มิได้ลังเลที่จะเข้าเป็นผู้ถือหุ้น "กรุงศรี" ในสัดส่วนที่ท่วมท้น โดยได้ใช้เงินลงทุนถึงประมาณ 171,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันให้โลกเห็นถึงความเชื่อมั่นเป็นอย่างมากในอนาคตของประเทศไทย

นายวีระพันธุ์ได้แถลงอีกด้วยว่า ในเดือนหน้า "กรุงศรี" จะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการในการจะซื้อและรับโอนกิจการสาขากรุงเทพฯของ BTMU เพื่อนำมาควบรวมกับกิจการของ "กรุงศรี" ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2557 ในการนี้ “กรุงศรี” จะชำระค่าตอบแทนการซื้อกิจการดังกล่าวด้วยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำหน่ายแบบเฉพาะเจาะจงให้แก่ BTMU ในจำนวนสูงสุดไม่เกิน 1,500,000,000 หุ้น ในราคาหุ้นละประมาณ 39 บาท หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณไม่เกิน 59,000 ล้านบาท เมื่อการควบรวมจบลงในอีก 12 เดือนข้างหน้า สัดส่วนการถือหุ้นของ BTMU ใน “กรุงศรี” จะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยจากการซื้อหุ้นเพิ่มทุนดังกล่าว ในขณะที่สัดส่วนของผู้ถือหุ้นรายอื่น เช่น กลุ่มรัตนรักษ์ก็จะลดลงเล็กน้อย จากร้อยละ 25 เหลือประมาณร้อยละ 21 โดยกลุ่มรัตนรักษ์พร้อมจะเป็น Constructive, significant, minority partner หรือผู้ถือหุ้นกลุ่มรองที่สำคัญและสร้างสรรค์

นายวีระพันธุ์ได้เสริมว่า การที่ BTMU ถือหุ้น "กรุงศรี" ในสัดส่วนที่สูงเช่นนี้ มีผลผูกพันที่ BTMU จะต้องดูแลให้ "กรุงศรี" ในฐานะสถาบันการเงินในเครือ สร้างผลงานอย่างเต็มที่ และได้กล่าวในท้ายที่สุดว่า ทุกวันนี้บริษัทข้ามชาติระดับโลกมิได้วัดกันด้วยขนาดของการถือหุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแข่งขันกันสร้างชื่อเสียงในเรื่องนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์และบริการการบริหารงานที่มีประสิทธิผล โดยยึดถือธรรมาภิบาลเป็นหลัก เพื่ออำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในเรื่องดังกล่าวนี้ BTMU มีอย่างครบถ้วน อย่างไรก็ตาม กาลเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถของ “กรุงศรี” ที่จะเติมเต็มธุรกรรมและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ทันสมัยทุกรูปแบบ และความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจเชิงรุก รวมทั้งความสามารถในการที่จะเข้าถึงบริษัทข้ามชาติระดับโลกด้วยแรงสนับสนุนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ด้วย