วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พีทีทีจีซี'รุกลงทุนจีน-อินโดนีเซีย

"พีทีที โกลบอล"เตรียมเจรจา"ชิโนเค็ม"ม.ค.ปีหน้า ศึกษาลงทุนปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์เหมือนในอินโดนีเซีย แย้มอาจลงทุนตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ

นายบวร วงศ์สินอุดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ซึ่งทำธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นครบวงจรรายใหญ่สุดของไทย กล่าวว่า บริษัทจะเจรจากับบริษัท ชิโนเค็ม ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจทางด้านปิโตรเคมีของรัฐบาลจีน เพื่อศึกษาการลงทุนตั้งปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในจีน รูปแบบโครงการคล้ายกับอินโดนีเซีย แต่ขนาดอาจจะใหญ่กว่า เพราะโครงการของชิโนเค็มมีหลายเฟส

ปัจจุบันบริษัทพีทีที โกลบอล บริษัทในกลุ่มปตท.มีกำลังการผลิตเคมีภัณฑ์และปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์และอะโรเมติกส์รวมประมาณ 8.72 ล้านตันต่อปี และกำลังการกลั่นน้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวม 2.8 แสนบาร์เรลต่อวัน โดยจัดแบ่งธุรกิจหลักเป็น 7 กลุ่มประกอบด้วยกลุ่มผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและสาธารณูปโภค กลุ่มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ กลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เอทิลีนออกไซด์ กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์เคมีเพื่อสิ่งแวดล้อม และกลุ่มธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ

"เดิมทีมีกำหนดจะมีการพูดคุยกันสิ้นปีนี้ แต่ได้เลื่อนออกไปเป็นต้นปีหน้า และเดิมที่ศึกษาไว้เบื้องต้น บริษัทสนใจจะลงทุนในส่วนกลางน้ำถึงปลายน้ำ เพราะบริษัทมีเทคโนโลยีการผลิตอยู่แล้ว แต่ขณะนี้ก็กำลังดูอยู่ว่าจะลงทุนไปถึงธุรกิจต้นน้ำ ตั้งแต่โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานอะโรเมติกส์ และแครกเกอร์หรือไม่ เพราะการลงทุนเฉพาะในส่วนที่เป็นเทคโนโลยี อาจจะไม่ยั่งยืน โดยหากจะมีการลงทุนทางด้านโรงกลั่น ก็จะชวนทางบริษัท ไทย ออยล์ ไปลงทุนด้วย"นายบวรกล่าว

สำหรับการลงทุนในโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในอินโดนีเซียมูลค่าโครงการ 4.5 พันล้านดอลลาร์ร่วมกับบริษัท เปอร์ตามิน่า (Pertamina) ล่าสุดบริษัทได้เซ็นสัญญาร่วมทุน หรือ เอชโอเอ (Head of Agreement) แล้วเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนี้ จะมีการศึกษารายละเอียดของโครงการว่า ควรมีการลงทุนทางด้านใดบ้าง และโครงการจะตั้งอยู่ในพื้นที่ใด โดยขณะนี้มีพื้นที่ ที่เป็นไปได้ประมาณ 2-3 แห่ง เช่น ชวา และสุมาตรา เป็นต้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงกลางปี 2557 โครงการแล้วเสร็จและผลิตในเชิงพาณิชย์ได้ในช่วงปี 2558

เขากล่าวต่อว่า สำหรับสัดส่วนการลงทุนในเบื้องต้นนั้น ทางเปอร์ตามิน่า จะถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 51% บริษัทถือหุ้น 49% แต่หลังจากที่มีความชัดเจนอาจจะเปิดให้ฝ่ายที่ 3 (Third Party) เข้ามาร่วมทุนทั้งในโครงการ ไม่ว่าจะสัดส่วนจะเป็นเท่าใด แต่ทางเปอร์ตามิน่าจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุด โดยผู้ร่วมทุนรายใหม่อาจจะเข้ามาสนับสนุนทางด้านแหล่งเงินทุน หรือ ด้านการป้อนวัตถุดิบให้กับโครงการ

"การลงทุนในอินโดนีเซีย น่าสนใจมาก เพราะเป็นการลงทุนรองรับความต้องการใช้ในประเทศเป็นหลัก ซึ่งมีประชากรมากกว่า 200 ล้านคน เนื่องจากปัจจุบันอินโดนีเซียต้องนำเข้าผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตามในช่วงที่รอโครงการทางด้านการผลิต บริษัท และเปอร์ตามิน่าจะมีความร่วมมือทางด้านการตลาดก่อน"

ทั้งนี้บริษัทจะมีการเซ็นสัญญาร่วมทุนตั้งบริษัทด้านการตลาดกับบริษัท เปอร์ตามิน่าในวันที่ 16 ธ.ค.นี้ที่ประเทศไทย โดยทางเปอร์ตามิน่าจะยังคงถือหุ้นใหญ่ 51% และ บริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 49% หลักๆ จะทำธุรกิจนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางด้านปิโตรเคมีจากต่างประเทศ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยเป็นการทดลองทำการค้าขายก่อน แต่หลังจากโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์แล้วเสร็จ ส่วนธุรกิจตลาดนี้ก็จะต้องไปรวมกัน

สำหรับเงินลงทุนในโครงการนี้จะมาจากเงินลงทุน 5 ปีที่ตั้งไว้ 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเงินทุนส่วนใหญ่ประมาณ 2.5 พันล้านดอลลาร์มาจากเงินสดจากผลการดำเนินงาน ส่วนอีก 1 พันล้านดอลลาร์ บริษัทได้มีการออกตราสารหนี้ สำรองไว้แล้ว เหลืออีก 1 พันล้านดอลลาร์ อยูระหว่างการพิจารณาว่าจะมีการออกตราสารหนี้หรือหุ้นกู้เพิ่มเติม

"การลงทุนในช่วง 5 ปีข้างหน้า ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ จะเป็นการลงทุนตามแผนดำเนินงานปกติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ที่เหลือก็เป็นการลงทุนขยายการผลิต และเตรียมไว้สำหรับการลงทุนในด้านอื่นๆ รวมทั้งการลงทุนในอินโดนีเซียด้วย ซึ่งตามปกติ การลงทุนของบริษัทผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยประมาณ 14-15%"

สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในปีนี้ ถือว่าอยู่ในระดับพอใช้ ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นปีที่บริษัทต้องเจอกับวิกฤติถึง 3 เรื่อง คือโรงงานLDPEหยุดผลิต น้ำมันรั่ว และโรงแยกก๊าซธรรมชาติของบริษัท ปตท.หยุดซ่อมหลังโดนฟ้าผ่า ประกอบผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้แนวโน้มจะออกมาไม่ดีตามที่คาด เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น จากกำลังการผลิตที่สูงถึง 2 ล้านบาร์เรล มากกว่าความต้องการใช้ที่อยู่ระดับกว่า 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปีนี้อยู่ที่ระดับ 107 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

"แนวโน้มปีหน้าผลการดำเนินงานก็ยังคงใกล้เคียงกับปีนี้ โดยกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันยังไม่ดี ตามแนวโน้มราคาน้ำมันตลาดโลกที่ไม่ได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กลุ่มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ไม่ดีตามไปด้วย แต่กลุ่มโอเลฟินส์ปีหน้าจะดีขึ้นกว่าปีนี้ ราคาผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นตามความต้องการใช้"นายบวรกล่าว

ตลาดหลักทรัพย์ระบุว่า ผลการดำเนินงานของบริษัททีพีพี โกลบอลงวด 9 เดือนแรกปีนี้มีกำไรสุทธิ 25,856.58 ล้านบาท ขณะที่งวดเดียวกันของปี 2555 มีกำไรสุทธิ 24,239.11 ล้านบาท

ทั้งนี้แม้ว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว ตามการฟื้นตัวของสหรัฐและยุโรป แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจในจีนด้วย เพราะตลาดหลักของบริษัท หากเศรษฐกิจจีนเติบโตก็จะส่งผลดีต่อบริษัท

ราคาหุ้นพีทีที โกลบอล เมื่อวันศุกร์ (13 ธ.ค.) ปิดตลาดที่ 76.75 บาท ลดลง 1.25 บาท หรือ 1.60%