"เทวินทร์"จี้ทุกภาคส่วนเตรียมพร้อมรับวิกฤติพลังงาน หลังปริมาณสำรองน้ำมัน-ก๊าซธรรมชาติ ไทยเหลือเพียง 7 ปี นำเข้าพลังงานปีละ 1 ล้านล้านบาท
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ "2014 ทิศทางไทยในกระแสโลก" จัดโดยสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า ปัจจุบันมีความเข้าใจผิดเรื่องของสถานการณ์พลังงานในประเทศไทยอยู่เป็นอย่างมาก โดยมีการให้ข้อมูลจากบางกลุ่มว่าประเทศไทยมีพลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสูงมากกว่าหลายประเทศในกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ของโลก (โอเปก) โดยเอาข้อมูลการส่งออกน้ำมันของประเทศต่างๆมาใช้ ซึ่งจริงๆแล้วเป็นการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วต้องชี้แจงจากข้อมูลปริมาณสำรอง ปริมาณการผลิต และปริมาณการใช้จึงจะเห็นภาพสถานการณ์พลังงานของประเทศไทยที่แท้จริง
ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณสำรองน้ำมันเป็นอันดับ 55 ของโลก ขณะที่เราผลิตน้ำมันได้เป็นอันดับ 33 ของโลก ขณะที่ติดอันดับการใช้น้ำมันมากเป็นอันดับ 22 ของโลก ขณะที่ก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าประเทศไทยมีปริมาณสำรองเป็นอันดับ 44 ของโลก มีกำลังการผลิตเป็นอันดับ 25 ของโลก และมีการใช้สูงในอันดับ 17 ของโลก ทั้งนี้ประเทศไทยเป็นประเทศพึ่งพาการนำเข้าพลังงานโดยต้องนำเข้าไม่ต่ำกว่า 60% ของการใช้พลังงานทั้งหมดโดยเมื่อปี 2555 ที่ผ่านมามูลค่าการนำเข้าพลังงานสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาท
"ตัวเลขต่างๆนำไปสู่ข้อสรุปว่าประเทศไทยมีพลังงานน้อยแต่เราใช้มากกว่าที่มีอยู่ทั้งสิ้น เมื่อดูปริมาณสำรองของทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเชื้อเพลิงทั้งสองชนิดเรามีปริมาณสำรองที่พิสูจน์ทราบได้อย่างชัดเจนแล้วเหลือเฉลี่ยเพียง 7 ปีเท่านั้น และหากศึกษาเพิ่มเติมในแหล่งที่มีศักยภาพก็อาจมีปริมาณสำรองเฉลี่ยแค่ไม่เกิน 14 ปี ในอนาคตการนำเข้าพลังงานจะสูงขึ้น และหากมีเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นประเทศไทยก็ต้องสูเสียเม็ดเงินในการนำเข้าพลังงานเพิ่มขึ้น"นายเทวินทร์กล่าว
สำหรับแนวทางที่จะแก้ปัญหาและรองรับวิกฤตพลังงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะต้องเร่งดำเนินการใน 4 ด้าน ได้แก่ 1.เน้นการประหยัดพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สนับสนุนให้ประชานใช้ระบบขนส่งมวลชน การขนส่งทางราง มากขึ้น 2.เร่งสำรวจแหล่งปิโตรเลียมในประเทศเพิ่มเติม และผลิตผิโตรเลียมในประเทศจากแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนลดการต่อต้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในประเทศ
3.เร่งส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียนทุกรูปแบบ สนับสนุนการใช้พลังงานทางเลือกจากพืช เช่น เอทานอล และไบโอดีเซล และ 4.ส่งเสริมสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานในต่างประเทศ โดยในส่วนของภาครัฐต้องเร่งการพัฒนาเครือข่ายพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อรองรับความต้องการไฟฟ้าของประเทศไทยในอนาคต
ขณะที่ในการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมของ ปตท.สผ. ก็ยังดำเนินการไปตามแผนที่วางไว้ โดยจะให้ความสำคัญในการลงทุนเรื่องนวัตกรรมเพื่อพัฒนาระบบการสำรวจและผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเป็นเจ้าของแหล่งพลังงานในต่างประเทศของไทยซึ่งจะช่วเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานและลดการขาดดุลการค้าจากการนำเข้าพลังงานด้วย









