ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ หากการเมืองนิ่ง คาดจีดีพีไทยปีหน้าโต 4.5% ระบุถ้าตั้งรัฐบาลไม่ได้ภายในครึ่งปีแรกและส่งออกไม่โต จีดีพีทรุดเหลือโต0.5%
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 57 บริษัทมองว่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยทางการเมืองเป็นหลัก โดยบริษัทได้ประเมินสถานการณ์เกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองออกมาใน 4 ลักษณะ ประกอบไปด้วย 1. หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ภายในครึ่งปีแรกของปี 57 และรัฐบาลสามารถดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที การส่งออกของไทยขยายตัวได้ในระดับที่ 7% จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวของจีดีพีอยู่ที่ 4.5% ส่วนกรณีที่ 2 หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ภายในครึ่งปีแรกปี 57 แต่รัฐบาลใหม่ยังไม่สามารถออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และภาคการส่งออกเติบโตในระดับ 5% จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวของจีดีพีอยู่ที่ 3.%
ในกรณีที่ 3 หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีความล่าช้าออกไปเกินกว่าในช่วงครึ่งปีแรกของปี 57 ซึ่งจะส่งผลให้การเบิกจ่ายงบประมาณในปี 57 ของภาครัฐล่าช้าออกไป และส่งผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณปี 58 ซึ่งหากภาคการส่งออกสามารถขยายตัวได้ถึง 7% โดยที่เศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนต่างๆของภาครัฐไม่ขยายตัว อัตราการขยายตัวของจีดีพีจะอยู่ที่ 2.5% ในขณะที่กรณีสุดท้ายเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด หากการเมืองยังมีความขัดแย้งรุนแรงและไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ รวมถึงภาคการส่งออกขยายตัวไม่ถึง 3% จะส่งผลให้อัตราการขยายตัวของจีดีพีเหลือเพียงแค่ 0.5% เท่านั้น ทั้งนี้อัตราการขยายตัวของจีดีพีในปี 56 จะอยู่ที่ 2.7%
ขณะที่โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐ 2 ล้านล้านบาท ที่มีแนวโน้มว่าจะมีความล่าช้าออกไปจะส่งผลกระทบโดยตรงในระยะแรก แต่จะไม่รุนแรงมากนักต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากในระยะแรกของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเป็นการลงทุนเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ใช่การลงทุนขนาดใหญ่และใช้เม็ดเงินไม่สูงมากนัก
"ในปีหน้าถือว่ามีความไม่ปกติทางปัจจัยการเมือง โดยเราจะใช้วิธีการประเมินในสิ่งที่จะเกิดขึ้นและนำมาวิเคราะห์ต่อประมาณการเศรษฐกิจในแต่ละกรณี ซึ่งตัวแปรสำคัญจะอยู่ที่รัฐบาลใหม่สามารถจัดตั้งได้หรือไม่ และเมื่อจัดตั้งได้แล้วจะสามารถดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันทีเลยหรือไม่" นายเชาว์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในปีหน้าบริษัทมีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาหนี้ครัวเรือน เนื่องจากในสิ้นปีนี้คาดว่าอัตราส่วนหนี้ครัวเรือนจะอยู่ที่ 80% ของจีดีพี ซึ่งจะส่งผลให้การบริโภคในประเทศเกิดการชะลอตัวลง โดยคาดว่าการบริโภคในประเทศจะอยู่ที่ 0% โดยเฉพาะในส่วนของแรงงานที่มีรายได้น้อย โดยเฉพาะแรงงานในภาคการผลิตจะได้รับผลกระทบมากที่สุด รวมถึงภาคธุรกิจที่พึ่งพาการบริโภคในประเทศเป็นหลัก
"ปัญหาหนี้ครัวเรือนในปีนี้ค่อนข้างสูง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปในปีหน้า และยิ่งหากเกิดภาวะเศรษฐกิจขึ้นจะเกิดเป็นภาระกลับมาทำให้การบริโภคในประเทศไม่เติบโตขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของแรงงานภาคการผลิตน่าเป็นห่วงที่สุด แต่ในภาคการบริการยังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่น่าห่วง" นายเชาว์ กล่าว









