Quant Team เพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นใน Asset Allocation เป็น 51% (เดิม 31%)
และเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้เป็น 31% (เดิม 21%) เพิ่มสัดส่วนทองคำเป็น 6% (เดิม 3%) แต่ลดสัดส่วนการลงทุนใน Money Market เป็น 12% (เดิม 45%) โดยเป็นผลจากความเสี่ยง (Systematic Risk) ลดลงมาต่ำกว่าระดับ Important Threshold
อย่างไรก็ตาม...ในการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น ควรดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะในระยะสั้นราคาหุ้นและตลาดยังมีความผันผวนได้อีก ทั้งนี้แม้ว่ารัฐบาลประกาศยุบสภาแล้ว แต่อาจต้องเผชิญกับภาวะสุญญากาศอีกระยะหนึ่งในช่วงแก้ไขกฎหมายและปฏิรูปการเมืองและรอเลือกตั้งทั่วไปรอบใหม่ (ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ หลังยุบสภาจะต้องมีการจัดเลือกตั้งทั่วไปภายใน 60 วัน) นอกจากนั้นยังมีความกังวลเรื่องการชะลอ QE ของเฟด และปัญหาการคลังสหรัฐ (งบประมาณปี 57 และการขยายเพดานหนี้) ที่ยังไม่สิ้นสุด
นักลงทุนต่างชาติประเมินว่าปัญหาการเมืองไทยเป็นแค่ช่วงสั้นและมั่นใจว่าจะกลับสู่สภาวะปกติได้ในที่สุด ทั้งนี้การชุมนุมประท้วงเป็นเรื่องปกติของประเทศที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก และเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าประชาชนไทยสามารถแสดงออกทางการเมืองได้ ไม่ถูกปิดกั้นเหมือนกับบางประเทศ นักธุรกิจข้ามชาติส่วนใหญ่จึงยังคงมีความเชื่อมั่นในประเทศไทย และยืนยันที่จะลงทุนต่อ โดยมองว่าประเทศไทยมีสิ่งแวดล้อมหลายประการที่เอื้อต่อการลงทุน เช่น อัตราภาษีที่จูงใจ, มีมาตรการส่งเสริมการลงทุนจากภาครัฐ, ต้นทุนในการประกอบธุรกิจไม่สูง แม้ว่าอัตราค่าแรงงานขั้นต่ำจะปรับขึ้นเป็น 300 บาทต่อวันแล้วก็ตาม และมีทำเลที่ดี โดยอยู่ในศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชีย เป็นต้น
ตลาดหุ้นไทยนับว่ายังน่าจูงใจเมื่อเทียบกับ Overseas โดยเฉพาะเรื่องของอัตราการเติบโตและ Valuation โดย EPS Growth ปี 2557 ของไทยใน Bloomberg Consensus เท่ากับ 16.7% สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่ 11.9% โดยมี P/E ปี 2557 เท่ากับ 12.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 13.7 เท่า นอกจากนั้นยังมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงกว่าค่าเฉลี่ยมาโดยตลอดด้วย
ให้น้ำหนัก Overweight กลุ่มอาหาร, สื่อสาร และขนส่ง กลุ่มอุตสาหกรรมที่ทางทีม Trader Spectrum ให้น้ำหนักการลงทุนมาก (Overweight) โดยพิจารณาจากแนวโน้มการเติบโตของกำไรสุทธิในปี 57, ความอ่อนไหวของกำไรต่อปัจจัยเสี่ยงภายใน & ภายนอกในระยะกลาง-ยาว และ PEG ของกลุ่มที่ต่ำกว่า 1 เท่า ได้แก่ อาหาร (หุ้นเด่น คือ CPF, MINT, TUF), สื่อสาร (หุ้นเด่น คือ ADVANC, INTUCH, THCOM), ขนส่ง (หุ้นเด่น คือ AOT, BECL, BTS)
ส่วนกลุ่มที่ให้น้ำหนักลงทุนปานกลาง (Neutral) คือ ธนาคารพาณิชย์, อสังหาริมทรัพย์, วัสดุก่อสร้าง, ค้าปลีก, อิเล็กทรอนิกส์, โรงพยาบาล, สื่อ, ปิโตรเคมี โดยในกลุ่มเหล่านี้แนะนำให้ใช้กลยุทธ์กรองซื้อลงทุนเฉพาะหุ้นที่มีการเติบโตของกำไรดี หรือ Turnaround และ Valuation ไม่แพง (PEG ปี 57 ต่ำกว่า 1 เท่ามากๆ) หุ้นเด่น ได้แก่ KBANK, KTB, AP, SPALI, SIRI, HEMRAJ, ROJNA, STPI, PTTGC เป็นต้น
สำหรับกลุ่มพลังงาน เราปรับลดน้ำหนักการลงทุนเป็น Underweight เนื่องจากแนวโน้มของราคาน้ำมันดิบ & ถ่านหินยังไม่แข็งแกร่ง เนื่องจากมีอุปทานใหม่เข้ามามาก และมีโอกาสที่ทางการจีนจะยกเลิกการเรียกเก็บภาษีส่งออกถ่านหิน 10% ในปี 57 ทำให้กำไรสุทธิของกลุ่มขยายตัวจำกัด และ PEG ปี 57 สูงถึง 1.7 เท่า อย่างไรก็ตาม ยังมีหุ้นบางตัวที่เติบโตดีและ PEG ต่ำกว่า 1 เท่าอยู่ในกลุ่มนี้ คือ BCP, SPCG ส่วนหุ้น Turnaround เป็น IRPC และ TOP
หุ้น Top Picks ทางด้านปัจจัยพื้นฐานของเดือนธ.ค.56 เราเลือกเป็น AP, AOT, BTS, KBANK และ THCOM






