อยากเจอคนขับใจดีไม่ปฏิเสธลูกค้าพาส่งถึงเป้าหมายปลอดภัยขณะที่คนขับก็อยากมีลูกค้าเรื่อยๆ มีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ จุดไอเดียสู่ อีซี่แท็กซี่"
จะดีแค่ไหนถ้านับจากนี้ เราจะสามารถเรียกแท็กซี่ได้ง่ายๆ ตลอด 24 ชั่วโมง เพียงปลายนิ้วคลิก!
โดยไม่ต้องกลัวว่าแท็กซี่จะปฏิเสธด้วยประโยคสุดจี๊ด “แก๊สหมด ส่งรถ” หรือแม้แต่อยู่ในตรอกซอกซอยคนขับก็จะหาเราเจอได้ ขณะที่ยังสามารถติดตามการเดินทางได้แบบ “เรียลไทม์” ผ่านระบบ GPS อีกด้วย
ฝั่งคนขับแท็กซี่ จะดีแค่ไหนนะ ถ้าไม่ต้องพึ่งฟ้า พึ่งฝน หรือพึ่งกุมาร มาช่วยให้ได้ลูกค้าต่อเนื่อง ไม่ต้องวิ่งรถเปล่า แก๊สหมด หรือกลัวทำรอบไม่ทัน ทุกวันที่ออกวิ่ง จะสบายใจได้ว่า มีลูกค้าแน่ๆ และมีแต่จะเพิ่มขึ้นๆ เท่านั้น
ทั้งหมดนี้ไม่ได้อาศัย “ปาฏิหาริย์” แต่เป็นแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่จริงชื่อ “อีซี่แท็กซี่” (Easy Taxi) ผู้อาสามาเชื่อมโลกของคนขับแท็กซี่และผู้โดยสาร ให้เข้าหากันได้ง่ายขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องผ่านคนกลาง ไอเดียน้ำดีผลงานของเด็กหนุ่มจากประเทศบราซิล ที่พร้อมให้บริการคนไทยและชาวโลกแล้วในวันนี้
“ธุรกิจนี้เกิดจากคุณ Tallis Gomes ชาวบราซิล ที่ไปดูคอนเสิร์ตจบแล้วหารถแท็กซี่กลับบ้านไม่ได้ เลยเกิดแรงบันดาลใจในการคิดธุรกิจนี้ขึ้น ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่น ที่ช่วยให้การเรียกแท็กซี่ทำได้ง่าย และสะดวกขึ้น เพื่อแก้ปัญหาทั้งคนขับและผู้โดยสาร จากนั้นประมาณ 2 ปี Rocket Internet ซึ่งเป็น Venture Capital (VC) ก็เข้าไปลงทุนในอีซีแท็กซี่ ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและขยายไปทั่วโลก รวมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยด้วย”
“สุรังคนา สุรไพฑูรย์” Co-Founder Business Development อีซี่แท็กซี่ ประเทศไทย บอกจุดเริ่มต้นของนักเชื่อมโลกที่ชื่อ “อีซี่แท็กซี่” ซึ่งเพิ่งเปิดตัวในไทยไปเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา และใช้เวลาเพียงปีครึ่งที่ทำให้ธุรกิจขยายไปในกว่า 20 ประเทศ 40 เมือง ทั่วโลก มีแท็กซี่ในระบบแล้วนับ 9 แสนคัน กับลูกค้าอีกร่วม 3 ล้านราย ทั่วโลกในวันนี้
“อีซี่แท็กซี่” เป็นธุรกิจใหม่ ที่ใช้ฐานของเทคโนโลยี มาช่วยแก้ปัญหาสังคม โดยเฉพาะปัญหาซ้ำๆ ที่เกิดกับคนกรุงในวันนี้ ในฐานะหนึ่งเมืองหลวงที่ขึ้นชื่อว่ารถติด “สุดๆ” โดยกรุงเทพมีพลเมืองประมาณ 10 ล้านคน มีแท็กซี่ประมาณ 8 หมื่นคัน ให้บริการประมาณ 1.2 แสนเที่ยวต่อวัน ขณะที่ปัญหาระหว่างแท็กซี่และผู้โดยสารกลายเป็นบทสนทนาสุดชาชิน ซึ่งสารพัดปัญหาที่ว่า อาจสยบลงได้ง่ายๆ กับแค่แอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟนที่ว่านี้
“อีซี่แท็กซี่ ก็เหมือนกับอีเบย์ ที่มีคนขายของและซื้อของ นี่ก็เช่นกัน เราทำให้ผู้โดยสารและคนขับสามารถมาเจอกัน คนขับเข้าไปให้บริหาร และมีผู้โดยสารมาซื้อบริการ โดยที่เราเป็นตัวกลางเชื่อมให้” พวกเขาขยายความ
มาดูที่วิธีการทำงาน หลังแท็กซี่สมัครเป็นสมาชิก โดยเริ่มต้นไม่มีค่าใช้จ่าย ใช้หลักฐานแค่ บัตรประชาชน ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ใบอนุญาตขับขี่รถสาธารณะและแท็กซี่ ทั้งนี้แท็กซี่ต้องมีสมาร์ทโฟนของตัวเอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องแพง ขอแค่พอใช้งานได้ ซึ่งสมาร์ทโฟน ก็เปรียบเสมือนบัตรประจำตัวของผู้ขับขี่ จากนั้นก็ดาวน์โหลดแอพฯ Easy Taxiลงในสมาร์ทโฟน เพื่อใช้ในการติดต่อกับผู้โดยสาร ซึ่งระบบรองรับทั้งภาษาไทยและอังกฤษ รวมถึงใช้สัญลักษณ์ง่ายๆ อย่าง สีแดงคือยกเลิก สีเขียวคือปฏิบัติการ เพื่อให้แท็กซี่ที่แม้อ่านหนังสือไม่ออกก็ยังทำงานได้ง่าย
ขณะที่ฝั่งผู้โดยสารก็แค่โหลดแอพพลิเคชั่นตัวนี้ ลงในสมาร์ทโฟนของตัวเอง แล้วกรอกข้อมูลส่วนตัว จากนั้นจะเรียกใช้แท็กซี่ก็แค่กดปุ่มผ่านโทรศัพท์มือถือ ระบบก็จะทำการสแกนหาแท็กซี่ที่ใกล้ที่สุด คันไหนกดรับ ผู้โดยสารก็จะสามารถเห็นทั้งใบหน้าคนขับ เบอร์โทรศัพท์ ทะเบียน สีและรุ่นของรถ ได้ทันทีผ่านมือถือ และเห็นการเคลื่อนไหวของแท็กซี่กันแบบสดๆ ผ่านระบบ GPS อีกด้วย ที่สำคัญแอพฯ ตัวเดียวกัน ใช้ได้ในทุกประเทศที่ให้บริการ อีซี่แท็กซี่
ทั้งนี้ผู้โดยสารจะต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มจากราคามิเตอร์ที่ 20 บาท ต่อเที่ยว
“ด้วยความที่ตลาดยังใหม่ เราเลยตั้งทีม Customer Service ขึ้นมาช่วยทำความเข้าใจกับพี่แท็กซี่และผู้โดยสารซึ่งทีมงานก็บอกว่า เราเป็นเหมือนกามเทพ ที่ทำให้ผู้โดยสารกับแท็กซี่มาเจอกันได้ ก็รู้สึกเป็นความภูมิใจเล็กๆ ของเขา”
บริการเรียกแท็กซี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประเทศไทย เพราะเรามีทั้งศูนย์วิทยุแท็กซี่ สหกรณ์แท็กซี่ และหน่วยงานที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการแท็กซี่ตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่ได้ทำผ่านแอพพลิเคชั่น และยังต้องใช้คนกลางต่างจาก อีซี่แท็กซี่ ซึ่งพวกเขาบอกว่า ทุกคนไม่ใช่คู่แข่ง แต่คือ “พันธมิตรทางธุรกิจ” ที่ช่วยกันเติมเต็มช่องว่างในตลาดที่ยังมีอยู่ในวันนี้
อีซี่แท็กซี่ ในตลาดโลกเติบโตอย่างมากในเชิงธุรกิจ แต่กับ อีซี่แท็กซี่ ประเทศไทย “เฟลิเป้ คาซินสกี้” (Felipe Kasinsky) ซีอีโอ อีซี่แท็กซี่ ประเทศไทย บอกเราว่า นี่เป็นโมเดลของธุรกิจที่ช่วยสังคมด้วย (Social enterprise : SE)
“นี่เป็นการปฏิวัติทางการตลาด ที่ไม่ใช่แค่ทำเพื่อธุรกิจอย่างเดียว แต่เป็นธุรกิจที่ช่วยสังคมด้วย ผมมองว่าปัญหาของเมืองไทย คือ ความไม่เข้าใจกันระหว่างคนขับกับผู้โดยสาร ซึ่งอีซี่แท็กซี่สามารถช่วยแก้ปัญหาตรงนี้ได้ และแม้ผู้ลงทุนจะสนใจแค่ธุรกิจจะทำเงินได้หรือมีกำไรหรือไม่ แต่ผมมองว่าแม้เป็นธุรกิจ แต่ก็ยังช่วยสังคมได้นะ”
ซีอีโอหนุ่ม ที่อยู่เมืองไทยมา 5 ปี และผ่านงานในองค์กรเพื่อสังคมมาจน “อิน” ยังคงยืนยันความเชื่อที่ว่า ทุกธุรกิจสามารถทำให้เป็นธุรกิจที่ดีได้ ขอแค่ลองเปลี่ยนมุมคิดเท่านั้น
อย่างอีซี่แท็กซี่ ที่เปิดตัวไปพร้อมกับหลายๆ โครงการเพื่อสังคม เช่น จับมือกับพันธมิตร อย่าง ตำรวจจราจร บริษัทผู้นำเข้าเหล้าจากต่างประเทศ สหภาพยูเนี่ยน แท็กซี่ไทยหัวใจอินเตอร์ ทำ “โครงการเมาไม่ขับ กลับปลอดภัย” รับเทศกาลวันหยุดยาว เป็นต้น กับอีกหลากกิจกรรมที่หวังช่วยสร้างสังคมแท็กซี่ให้ดีขึ้นกว่าวันนี้
ขณะที่ “สุรังคนา” ตอกย้ำในมุมคิดเดียวกันว่า ด้วยโมเดลการทำธุรกิจในประเทศไทย อีซี่แท็กซี่ ถูกทำให้เป็น “เพื่อสังคม” โดยอัตโนมัติ
“เนื่องจากการทำให้ธุรกิจของเราอยู่ได้ ผู้ประกอบการแท็กซี่ต้องอยู่ได้ด้วย คือ มีกำลังใจออกมาวิ่งรับลูกค้า ขณะที่ผู้โดยสารก็ต้องมั่นใจ หันมาใช้บริการรถแท็กซี่กันมากขึ้น เรียกว่า วิน-วิน กันทุกฝ่าย อีซี่แท็กซี่ ทั่วโลก เติบโตเร็วมาก เพราะผู้ก่อตั้งมีนโยบายเติบโต แต่สำหรับประเทศไทย เราต้องการโตอย่างยั่งยืนด้วย”
ซีอีโอ อีซีแท็กซี่ ประเทศไทย บอกเราว่า เขายังเชื่อมั่นศักยภาพของธุรกิจนี้ในประเทศไทย เพราะคนไทยใช้สมาร์ทโฟนกันมากขึ้น สมาร์ทโฟนไม่ได้มีราคาสูงมาก แม้คนขับแท็กซี่ก็สามารถมีใช้ได้ โดยบอกเป้าหมายในสองปีข้างหน้า ว่าอยากจะเห็นแท็กซี่ร่วมโครงการประมาณ 4 หมื่นคัน จาก 8 หมื่นคันในวันนี้ และมีผู้โดยสารแตะตัวเลขที่ 2 ล้านคนให้ได้ พร้อมขยายไปให้บริการตามหัวเมืองใหญ่ๆ ที่ใช้แท็กซี่ ในต่างจังหวัดอีกด้วย
รวมถึงการพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคต ผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องพกเงินสด แต่สามารถชำระค่าแท็กซี่ผ่านทางโทรศัพท์มือถือได้ทันที เช่นเดียวกับในต่างประเทศ
วันที่ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจ Bizweek “เฟลิเป้ คาซินสกี้” ซีอีโอ อีซี่แท็กซี่ ประเทศไทย เดินทางด้วย “รถแท็กซี่” และใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น “อีซี่แท็กซี่” เพื่อตอกย้ำการใช้งานได้จริงในประเทศไทย
เขาบอกว่า จะได้เข้าใจลูกค้า เพราะคนขับแท็กซี่ ก็คือลูกค้าคนสำคัญของ อีซี่แท็กซี่
หนึ่งไอเดียนวัตกรรม ที่นำเทคโนโลยี มาช่วยแก้ปัญหาสังคม ไปพร้อมกับการเติบโตในเชิงธุรกิจ





