กองทุนทองคำ 11 เดือนแรกปีนี้ ผลตอบแทนติดลบเฉลี่ย 23.25% บลจ.บัวหลวงแชมป์ติดลบสูงสุด 21.43% "กองน้ำมัน"สดใสตามศก.โลก-ราคาน้ำมันฟื้น
จากการสำรวจผลการดำเนินงานของ “กองทุนทองคำ” และ “กองทุนน้ำมัน” ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา พบว่า “กองทุนทองคำ” ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ 23.25% โดยกองทุนที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทนติดลบ 21.43% และกองที่มีผลงานแย่สุดให้ผลตอบแทนติดลบ 24.85% หรือต่างกันอยู่ 3.42%
"โดยมีกองทุนทองคำ 18 กองทุน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 46.15% ที่มีผลงานดีกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ในขณะที่อีก 21 กองทุน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 53.85% แพ้ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม"
สำหรับกองทุนทองคำที่มีผลงานดีที่สุด 5 อันดับแรก นำมาโดยอันดับ 1) “กองทุนเปิดบัวหลวงโกลด์ฟันด์ (BGOLD)” ของ บลจ.บัวหลวง ให้ผลตอบแทนติดลบ 21.43% 2) “กองทุนเปิดธนชาตทองคำแท่งเพื่อการเลี้ยงชีพ-UH (TGOLDRMF-UH)” ของ บลจ.ธนชาต ให้ผลตอบแทนติดลบ 21.48%
3) “กองทุนเปิดบัวหลวงโกลด์เพื่อการเลี้ยงชีพ (BGOLDRMF)” ของ บลจ.บัวหลวง ให้ผลตอบแทนติดลบ 21.65% 4) “กองทุนเปิด ยูโอบี สมาร์ท โกลด์ ชนิดจ่ายเงินปันผล (UOBSG-D)” ของ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ให้ผลตอบแทนติดลบ 21.73% และ 5) “กองทุนเปิดธนชาตทองคำแท่ง-UH (TGOLDBULLIO)” ของ บลจ.ธนชาต ให้ผลตอบแทนติดลบ 21.80%
ในส่วนของ “กองทุนน้ำมัน” ให้ผลตอบแทนในช่วง 11 เดือนแรกเฉลี่ย 6.05% โดยกองที่มีผลงานดีที่สุดให้ผลตอบแทน 7.62% และกองทุนที่มีผลงานแย่สุดให้ผลตอบแทน 4.02% หรือต่างกันอยู่ 3.60%
“โดยมีกองทุนน้ำมัน 4 กอง คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 44.44% ที่มีผลงานดีกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม ในขณะที่อีก 5 กองทุน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 55.56% แพ้ค่าเฉลี่ย”
สำหรับกองทุนน้ำมันที่มีผลงานดีที่สุด 5 อันดับแรก นำมาโดยอันดับ 1) “กองทุนเปิดโซลาริส ออยล์ แทรคกิ้ง ฟันด์ (S-OIL)” ของ บลจ.โซลาริส ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7.62% 2) “กองทุนเปิดกรุงศรี ออยล์ (KF-OIL)” ของ บลจ.กรุงศรี
3) “กองทุนเปิดทหารไทยออย์ฟันด์ (TMBOIL)” ของ บลจ.ทหารไทย ให้ผลตอบแทน 7.43% 4) “กองทุนเปิดเคแทม ออยล์ ฟันด์ (KT-OIL)” ของบลจ.กรุงไทย และ 5) “กองทุนเปิดเค ออยล์ (K-OIL)” ของบลจ.กสิกรไทย ให้ผลตอบแทน 5.85%
นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล นักวิเคราะห์กองทุนรวม บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในทองคำต่ำกว่าตลาด (Underweight) โดยในปีนี้ทองคำให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนักและในระยะสั้น ยังมีการแกว่งตัวออกข้างในขาลงอยู่ มีโอกาสลงไปทดสอบจุดต่ำสุดเดิมบริเวณ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งคงต้องจับตาดูว่าจะรับอยู่หรือไม่ ถ้าหลุดลงไปแนวรับถัดไปจะอยู่บริเวณ 1,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ส่วนกรอบบนมองไว้ที่ 1,300-1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เท่านั้น มุมมองทองคำดูไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของสหรัฐเป็นปัจจัยกดดันที่สำคัญ เพราะในช่วงที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากเงินลงทุนในทองคำเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ปัจจุบันกองทุน SPDR ก็ยังคงขายทองคำอย่างต่อเนื่องจากที่เคยถือครองสูงสุดในช่วงที่ผ่านมากว่า 1,200 ตัน ปัจจุบันลงมาเหลือประมาณ 851 ตัน และยังคงขายอย่างต่อเนื่องด้วย
"ธนาคารกลางทั่วโลก ก็ชะลอการซื้อทองคำลง เพื่อรอดูทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ ในอนาคต เพื่อเตรียมวางแผนในการวางตะกร้าเงินสำรองของตัวเองให้เหมาะสมต่อไปด้วย"
นายสานุพงศ์ กล่าวว่า สำหรับนักลงทุนที่แบ่งเงินมาลงในทองคำไม่เกิน 10% ของพอร์ต คงไม่ต้องทำอะไรให้ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงในพอร์ตไป แต่ใครที่ลงทุนในทองคำมากกว่านั้นอาจจะต้องพิจารณาปรับสัดส่วนการลงทุนโดยโยกบางส่วนเข้าไปลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสมากกว่าแทน ให้ถือทองไว้ไม่เกิน 10% เพื่อกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตจะเหมาะสมกว่า ในส่วนของน้ำมันเองนั้น ดูดีกว่าทองคำ ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลักของโลก ทั้งสหรัฐ ยุโรปและญี่ปุ่น ตลอดจนประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนเอง แต่ราคาคงไม่ได้ปรับขึ้นหวือหวา แนะนำให้ลงทุนในกองทุนน้ำมันในลักษณะของการเล่นเป็นรอบๆ ไปมากกว่า โดยมองกรอบการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันยังอยู่ในช่วง 90-100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล






