ต่างชาติกระหน่ำขาย1.7แสนล้าน ลุ้นการเมืองคลี่คลาย-หวนซื้อใหม่
นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บล. ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า หากสถานการณ์การเมืองไม่ทวีความรุนแรงขึ้นอีก แรงขายของนักลงทุนต่างชาติในขณะนี้น่าจะเริ่มชะลอตัวลง โดยภายในเดือน พ.ย. นักลงทุนเทขายสุทธิสูงถึง 48,074.94 ล้านบาท ซึ่งถือว่าสูงมาก หากสถานการณ์การเมืองไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นอีกในช่วงเดือน ธ.ค. แรงขายน่าจะเริ่มลดลง เพราะแค่ 4 วันทำการนักลงทุนต่างชาติก็เทขายเกือบ 2 หมื่นล้านบาท เชื่อว่าช่วงกลางเดือนน่าจะเริ่มชะลอตัวได้ ประกอบกับถ้าพิจารณาผลตอบแทนจากเงินปันผลและผลตอบแทนจากอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน น่าจะทำให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นไทยต่อไปได้
ส่วนการไหลกลับของนักลงทุนต่างชาตินั้น ต้องพิจารณาจากปัจจัยการเมืองในประเทศและมาตรการคิวอี (มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ) ของสหรัฐเป็นหลัก หากการเมืองคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และสหรัฐยังไม่ได้ชะลอคิวอี เงินลงทุนต่างชาติน่าจะทยอยกลับมาในตลาดหุ้นไทยได้บ้าง
ด้าน นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล. ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติเทขายแล้วประมาณ 70% ของเงินซื้อสะสม โดยยอดซื้อสะสมย้อนหลัง 4 ปีอยู่ที่ประมาณ 2 แสนกว่าล้านบาท ขณะที่ยอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 1.72 แสนล้านบาท หากการเมืองยังรุนแรงและยืดเยื้อ เชื่อว่าจะมีแรงขายของนักลงทุนต่างชาติออกมาอีกประมาณ 10% ของเงินซื้อสะสมที่เหลืออยู่ ส่วนนักลงทุนที่เหลืออีกประมาณ 20-30% นั้น เชื่อว่าจะเป็นนักลงทุนระยะยาว
สำหรับทิศทางการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในอนาคต เชื่อว่า การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติจะไม่ได้ลงทุนแบบซื้อยกกลุ่มแล้ว แต่จะเลือกลงทุนหุ้นรายตัวมากขึ้น อย่างหุ้น INTUCH หรือ TUF ที่มีแนวโน้มที่ดี แต่ด้วยความที่ตลาดหุ้นไทยผันผวนมาก นักลงทุนต้องใจกล้าที่จะมาลงทุน แต่อย่างที่เห็นได้ชัดในตอนนี้ คือ นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่เริ่มปรับพอร์ตการลงทุนชัดเจน และเริ่มหันไปลงทุนในตลาดหุ้นแถบเอเชียเหนือ รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรปฟื้นตัว
"ปัญหาการเมืองอยู่กับบ้านเรามานาน ตั้งแต่ปี 2551 จนนักลงทุนต่างชาติเริ่มชิน และที่ผ่านมาตลาดหุ้นขึ้นต่อเนื่อง 4 ปีซ้อน ประกอบกับคิวอีเริ่มลดขนาดลง เงินทุนเริ่มไหลออกกลับไปซื้อหุ้นในตลาดสหรัฐที่พร้อมจะมีอัตราเติบโตเท่ากับตลาดหุ้นไทย รวมทั้งตลาดหุ้นอื่นใน จีน เกาหลี ไต้หวัน และฮ่องกง"
ทั้งนี้ บริษัทประเมินว่า ดัชนีตลาดหุ้นสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 1,380 จุด จากต้นปีที่เราประมาณการว่าจะอยู่ที่ 1,650 จุด ส่วนในปีหน้าจะอยู่ที่ 1,600 จุด







