เอกชนร่วมหาทางออกฝ่าวิกฤติการเมือง แนะทุกฝ่ายหันหน้าเจรจา ทาทางออก
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายเกรียงไกร เธียรนุกูล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ร่วมประเมินการเจรจาหาทางออกวิกฤติการเมืองประเทศไทย หัวข้อ "เอกชนเรียกร้อง 2 ฝ่ายร่วมยุติวิกฤติการเมือง" ในรายการ Business Talk ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี
นายเกรียงไกร บอกว่า ภาคเอกชนมีความกังวลกับสถานการณ์ประเทศขณะนี้ ซึ่งลุกลามและขยายวงกว้างมากขึ้น และยังไม่เห็นว่าจะยุติลงได้อย่างไร จนนำไปสู่ความรุนแรงเกิดขึ้น และมีผู้เสียชีวิต ทำให้เข้าสู่ความเสี่ยงที่จะบานปลายไปอีก ซึ่งการที่ภาคเอกชนรับมาเป็นสื่อกลางที่จะร่วมให้เกิดการเจรจาเพื่อหาทางออกให้กับประเทศครั้งนี้ ถือว่าเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ก็ว่าได้หากมีการเจรจาเกิดขึ้น เพราะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง ซึ่งที่ผ่านมา การหาคนกลางหรือผู้ใหญ่มาเป็นแกนในการเจรจาทุกคนไม่มั่นใจว่าจะถูกมองว่าเอียงข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ แต่การที่องค์กรภาคเอกชน 7 แห่ง อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาธุรกิจตลาดทุน สมาคมบริษัทจดทะเบียน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เสนอตัวเข้ามามีส่วนร่วมให้เกิดการเจรจา หากรัฐบาลต้องการเข้ามาร่วมก็ยินดี เพื่อให้ประเทศมีทางออกที่ดีที่สุด และทำให้ประเทศกลับสู่ความสงบและเดินหน้าต่อไปได้ ในฐานะเอกชนต้องการวางตัวเป็นกลาง
"ถ้ายังไม่ทำให้เรื่องยุติลงโดยเร็วจุดนี้จะเป็นเรื่องที่น่ากังวลมาก "นายเกรียงไกรระบุ
นายเกรียงไกร ยังชี้ว่า การเริ่มต้นเจรจาขณะนี้ไม่ถือว่าสายเกินไป เพราะถ้าปล่อยเวลาผ่านไปจะยิ่งเสียหายมากกว่านี้ ภาคเอกชนพร้อมจะเป็นตัวกลางร่วมระดมความเห็นเป็นทางออกร่วมกัน ซึ่งหากสามารถเริ่มต้นเจรจากันได้เร็วเท่าไหร่จะเป็นการดี โดยขณะนี้ภาคเอกชนทั้ง 7องค์กรที่มีผลต่อเศรษฐกิจประเทศ ได้มีข้อเสนอที่เป็นกลางที่สุดแล้ว เพื่อหาทางออกให้ประเทศ จะได้เจรจากันและแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะทุกวันนี้ประเทสไทยถูกจับตามองจากต่างประเทศอยู่ว่าจะไปทางไหนจะมีความรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากกว่าครั้งก่อนหรือไม่ ดังนั้นจำเป็นต้องเจรจาและหาทางออกและไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำรอยในอดีตอีก ต้องให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของประเทศ
สำหรับประเด็นที่ควรเจรจากันนั้น นายเกรียงไกร ย้ำว่า สิ่งที่เอกชนต้องการคือการยึดกฏหมายและดำเนินการในลักษณะที่ทำตามกฏหมายอย่าฝ่าฝืนหรือทำนอกเหนือกฏหมายกำหนดตามวิถีประชาธิปไตย ขอให้ทุกฝ่ายยึดกฏหมายก่อน หลังจากนั้นจะอยู่ในกรอบของการเจรจาได้ โดยต้องดูว่าต้นเหตุและปัญหาที่ติดค้างกันอยู่ตรงไหน ถ้าคิดว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฏหมายประเทสก็ต้องยึดกฏหมายรับธรรมนูญ ไม่เช่นนั้นจะต่างฝ่ายต่างคิดแต่เรื่องของตัวเอง ปัญหาจะไม่ได้ถูกแก้ไข
"เราคงไม่หยุดแค่นี้ เพื่อไม่ไห้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ และไม่ทำให้ประเทศล่มสลาย ซึ่งการรวมตัวของภาคเอกชนก็จะเดินหน้าหากลุ่มที่ความคิดเดียวกันเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ โดยเฉพาะต้องหาแกนนำในทุกภาคส่วนคือภาคธุรกิจ ภาคสังคม และภาคการเมือง หากสามารถเจรจากันได้อย่างจริงจัง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นปัญหาซ้่ำซาก" นายเกรียงไกรย้ำ
ด้านนายพรศิลป์ มองว่า การเจรจาต้องดำเนินการเร็วที่สุด ไม่น่าเกินสัปดาห์นี้ เพื่อให้ทุกอย่างจบให้ได้ เพราะรู้อยู่แล้วว่าปัญหาอยู่ที่ไหน หากทุกฝ่ายอยากเจรจาก็ต้องเริ่มต้น รัฐบาลต้องเปิดประเด็นทันทีประสานกับผู้ชุมนุม มาหารือกันก็จะเป็นการเริ่มต้นคิดว่าไม่ถึงสัปดาห์เรื่องคงจบ
"ตอนนี้ประเด็นที่ชัดเจนคือการคุยกันเป็นเรื่องที่ดีกว่า แต่เวลาเจรจาแล้วต้องมีข้อสรุปและซื่อสัตย์ต่อกัน มีข้อเสนอที่จะแก้จุดบกพร้องเช่น ปัญหาซื้อเสียง การทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ปฎิบัติตามกฏหมาย สะท้อนมาถึงการเมือง ดังนั้นถ้าปัญหาการเมืองยังยืดเยื้อ เอกชนก็ต้องพยายามส่งเสียงให้ดังขึ้น ไม่ยอมแพ้ แต่ก็จะมีเหตุผล หากยังไม่หยุดและยืดเยื้อทุกอย่างจะล่มสลายไปทั้งหมด"" นายพรศิลป์ชี้
นายพรศิลป์ ยังบอกว่า เมื่อเริ่มต้นเจรจาทุกฝ่ายต้องชัดเจน ตัวแทนที่เจรจาต้องไม่ทำให้เสียเวลา ต้องมีอำนาจตัดสินใจเต็มที่ นอกจากนั้นต้องตั้งเป้าไว้ชัดเจน ต้องยอมรับว่าอาจไม่ได้สิ่งที่ต้องการทั้งหมดและต้องทำเพื่อประเทศก่อนไม่ยึดติด หากมีการเจรจานั่นหมายความว่า ต้องเลิกกระบวนการนำไปสู่ความรุนแรงทุกอย่าง เช่น สลายม็อบ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุรุนแรง และต้องกำหนดเวลา และยอมรับสิ่งที่ทำได้ในระดับหนึ่ง หาวิธีเจรจาที่ทำได้จริง
"เป้าหมายการเจรจาเพื่อประเทศไทย ต้องไม่ทำตามความต้องการของตัวเองทั้งหมด ต้องยอมรับข้อเสนอคนอื่นด้วย เช่น การตั้งสภาประชาชน ก็ต้องชัดเจนว่าจะทำอะไรและอย่างไร ต้องแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ "นายพรศิลป์ย้ำ









