วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธปท.ชี้การเมือง-ศก.กดบาทอ่อน

ธปท.เผยทุนนอกไหลออกพ.ย.กว่าแสนล้านบาท กดเงินบาทเดือนเดียวอ่อนค่า 3.2% เป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค ยอมรับปัจจัยเศรษฐกิจ-การเมือง กดดัน

นางจันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ช่วงเดือนพ.ย.ที่ผ่านมา ยอมรับว่าค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าลงมากสุดเป็นอันดับ 2 ของภูมิภาค ประมาณ 3.2% รองจากค่าเงินรูเปี๊ยะห์ที่อ่อนค่าลงประมาณ 6% ซึ่งสาเหตุการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงดังกล่าว เป็นผลจากทั้งปัจจัยทั้งภายนอกและปัจจัยภายใน

"ช่วงนี้ (พ.ย.) อาจเป็นช่วงที่เราอ่อนค่าลงมากกว่าภูมิภาค โดยช่วงต้นๆ เดือนมีสาเหตุจากกรณีที่ เฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) อาจทำ QE Tapering (ลดขนาดการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ) ซึ่งเป็นตัวดึงให้ค่าเงินสหรัฐแข็งค่าขึ้น ทำให้เงินสกุลอื่นๆ อ่อนค่าลง แต่ช่วงหลังๆ ก็มีตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3 ที่ออกมาไม่ค่อยดีนัก รวมทั้งยังมีเหตุการณ์ในประเทศ ที่ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงต่อเนื่อง"

นางจันทวรรณกล่าวว่า เฉพาะช่วงเดือนพ.ย.นั้น มีเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้นไทยรวมประมาณ 3.3 พันล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น การไหลออกจากตลาดหุ้น (ถึง ณ วันที่ 28 พ.ย.) ประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์ และไหลออกจากตลาดพันธบัตร (ถึง ณ วันที่ 21 พ.ย.) อีกประมาณ 1.8 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ในระดับ 32 บาทเศษๆ ต่อดอลลาร์

การเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์ ช่วงบ่ายวานนี้ อยู่ที่ 32.13 -32.17 บาทต่อดอลลาร์แข็งค่ากลับมาได้เล็กน้อยหลังอ่อนค่าไปในช่วงเปิดตลาดที่ระดับ 32.24-32.27 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดนับตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. เนื่องจากสถานการณ์การเมือง ในช่วงสุดสัปดาห์ ที่ผ่านมา มีความรุนแรงมากขึ้น โดยดีลเลอร์ระบุว่า การเมืองยังเป็นปัจจัยกดดันเงินบาท แต่ยังไม่ถึงกับเกิดภาวะตื่นตระหนก และปริมาณการซื้อขายในตลาดไม่ได้ มากนัก เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่คงเน้นชะลอดูสถานการณ์

นางจันทวรรณ กล่าวว่า การอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงนี้ ไม่ได้สร้างความกังวลใจให้กับ ธปท. มากนัก เพราะในอดีตเคยมีช่วงที่ค่าเงินบาทไทยอ่อนค่าลงเร็วและแรงกว่านี้ โดยในปี 2556 เงินบาทไทยมีระดับอ่อนค่าสุด ณ วันที่ 6 ก.ย. อยู่ที่ 32.48 บาทต่อดอลลาร์

"ถ้าจำกันได้ช่วงที่เฟดส่งสัญญาณว่าจะเริ่มทำ QE Tapering ตอนนั้นก็มีเงินไหลออกจำนวนมาก อย่างตอนเดือนพ.ค.และมิ.ย.ช่วงนั้นไหลออกรวมกันประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ หรือในเดือนส.ค.เพียงเดือนเดียวก็ไหลออกรวมกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ เช่นกัน ดังนั้นเราเองก็ถือว่ามีประสบการณ์ในการรับมือกับเงินทุนไหลออกพอสมควรแล้ว"นางจันทวรรณกล่าว

ส่วนสถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงในช่วงนี้ แม้จะมีผลต่อเงินทุนไหลออกอยู่บ้าง แต่โดยภาพรวมแล้วน้ำหนักที่มีต่ออัตราแลกเปลี่ยนยังคงเป็นปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการเงินของทางเฟดว่าจะเอาอย่างไรกับการใช้มาตรการคิวอี

อย่างไรก็ตาม ธปท. ไม่ได้ประมาทในเรื่องดังกล่าว เพราะจนถึงขณะนี้ ธปท. ก็ยังคงติดตามดูสถานการณ์ในตลาดการเงินอย่างใกล้ชิด และพร้อมจะเข้าดูแลหากเห็นว่าการเคลื่อนไหวมีสภาพที่ผิดไปจากที่ควรจะเป็น

สำหรับคำถามที่ว่าระดับเงินสำรองระหว่างประเทศที่ลดลงในช่วงที่ผ่านมา เกิดจากการที่ ธปท. เข้าแทรกแซงในตลาดเงินหรือไม่นั้น เธอกล่าวปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว เพียงแต่บอกว่า การลดลงของเงินสำรองไม่จำเป็นเสมอไปที่จะเกิดจากการเข้าแทรกแซงของธปท. เพราะอาจเกิดจากการอ่อนค่าลงของราคาสินทรัพย์และค่าเงินสกุลต่างๆ ได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อแปลงกลับมาอยู่ในรูปดอลลาร์สหรัฐ จึงลดลงตามไปด้วย

นางจันทวรรณ กล่าวว่า แม้ช่วงเดือนพ.ย.จะเป็นช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค แต่ถ้าดูตั้งแต่ต้นปี 2556 จนถึงปัจจุบัน จะพบว่า การอ่อนค่าของเงินบาทอยู่ในระดับกลางๆ หรือประมาณ 4.7% เป็นอันดับ 5 ของภูมิภาค รองจาก อินโดนีเซียที่อ่อนค่า 19.7% อินเดีย 12% ฟิลิปปินส์ 6.1% และ มาเลเซีย 5.3%

ส่วนการไหลออกของเงินทุนเคลื่อนย้ายทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เป็นการไหลออกสุทธิประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์ แบ่งเป็น การขายสุทธิในตลาดหุ้น 4.8 พันล้านดอลลาร์ และ ซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 800 ล้านดอลลาร์ ขณะที่สัดส่วนการถือครองตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติปัจจุบันปรับลดมาอยู่ที่ 10.6% เทียบกับช่วงที่เคยสูงสุดอยู่ที่ 13%

สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในปีหน้านั้น นางจันทวรรณ กล่าวว่า ปัจจัยหลักเชื่อว่ายังคงเป็นปัจจัยที่มาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งไม่รู้ว่าจะออกมาอย่างไร ซึ่งเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่นักลงทุนให้ความสำคัญ จึงมีผลต่อค่าเงินสกุลต่างๆ ทั่วโลกด้วย

ขณะที่ น.ส.นลิน ฉัตรโชติธรรม ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและ ตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ขณะนี้ยังประเมินได้ยากว่า นักลงทุนต่างชาติจะหยุดขายหุ้นและตราสารหนี้ไทยหรือไม่ แต่ถ้าดูข้อมูลวันพฤหัสบดีและวันศุกร์ที่ผ่านมา ก็จะเห็นว่าต่างชาติขายหุ้นน้อยลงชัดเจน ส่วนในตลาดตราสารหนี้ ก็มีแรงซื้อกลับเข้ามาด้วย

ทั้งนี้ จากข้อมูลในอดีต สถานการณ์ทางการเมือง ไม่ได้มีผลต่อเงินบาทมากนัก และคาดว่าในเดือนนี้ เงินบาทน่าจะเป็นการแกว่งตัวในกรอบมากกว่าก่อนจะอ่อนค่าไปที่ 32.50 ในกลางปีหน้า และ 33.00 ในสิ้นปี 57 เนื่องจาก การไหลออกของเงินทุน จากการลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) เป็นหลัก

ด้านนายสุรศักดิ์ จาก บลจ.ฟินันซ่า กล่าวเสริมว่า นักลงทุนต่างชาติที่ยังถือ พันธบัตรไทยในขณะนี้ น่าจะเป็นกลุ่มที่ลงทุนระยะยาว และเข้ามาลงทุนเพื่อกระจาย ความเสี่ยง หรือกระจายน้ำหนักในตลาดต่างๆ ซึ่งปัจจัยการเมืองที่ไม่ได้รุนแรงมากจน เกินไป คงไม่ได้ทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ขายออกมา ส่วนกลุ่มที่เก็งกำไร หรือเน้นเรื่องอัตราผลตอบแทน (ยีลด์) เป็นหลัก น่าจะออกไปตั้งแต่เดือนมิ.ย. ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณว่าจะปรับลด วงเงินมาตรการ QE ลงแล้ว