ก.ล.ต.แนะดูรูปแบบนำสินทรัพย์เข้ากองทุนเพราะมีผลต่อฐานะการเงิน ระบุหากขายขาดจะส่งผลดีเพราะหนี้ต่อทุนลดลง แต่ถ้าให้เช่าอาจทำให้สัดส่วนพุ่ง
ก.ล.ต.เตือนผู้ลงทุน-นักวิเคราะห์อย่าด่วนสรุป บจ.ที่มีแผนจัดตั้งกองอสังหาฯ - โครงสร้างพื้นฐาน จะได้ผลดีเสมอไป เหตุรูปแบบการนำทรัพย์สินเข้ากองทุนมีผลต่อฐานะการเงินบริษัททั้งบวกและลบ แนะรอดูโครงสร้างให้ชัดเจนก่อนวิเคราะห์ แค่มติผู้ถือหุ้น-แผนออกกองทุนฯ เร็วไปที่จะสรุปว่าดีกับบริษัทจริง
นายธวัชชัย เกียรติกวานกุล ผู้อำนวยการ ฝ่ายกำกับบัญชีตลาดทุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทจดทะเบียนที่มีแผนจัดตั้ง “กองทุนอสังหาริมทรัพย์” หรือ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน” แค่ผู้ถือหุ้นอนุมัติให้จัดตั้ง หรือผู้บริหารมีแผนจะนำทรัพย์สินจัดตั้งกองทุน ก็จะมีนักวิเคราะห์ที่ออกมาให้ความเห็นต่อหุ้นบริษัทนั้นว่า น่าจะได้รับผลกระทบในเชิงบวก หรือผู้บริหารออกมามองว่าผลประกอบการของบริษัทหลังจัดตั้งน่าจะปรับตัวดีขึ้นตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจทำให้กลุ่มนักลงทุนที่เข้าไปลงทุนได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องได้ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางสำนักงานก.ล.ต.เองค่อนข้างเป็นห่วงในส่วนของกลุ่มนักลงทุนในตลาดหุ้นที่จะเข้าไปลงทุนในบริษัทที่มีการจัดตั้งกองทุนดังกล่าว เพราะว่าการจัดตั้งกองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนโครงสร้างพื้นฐานก็ดีย่อมจะส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของบริษัทนั้นซึ่งจะส่งผลถึงราคาหุ้นในตลาดด้วยเช่นกัน
หากบริษัทที่จัดตั้งกองทุนมีการขายขาดในทรัพย์สินออกมาให้กองทุน ในลักษณะเช่นนี้จะส่งผลบวกต่องบดุลของบริษัทในเชิงบวก เช่น เดิม บริษัทมีสินทรัพย์ที่จะนำเข้ากองทุน 8,000 ล้านบาท มีสินทรัพย์อื่นอีก 3,000 ล้านบาท ในขณะที่มีเงินกู้ 10,000 ล้านบาท และทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้ว 1,000 ล้านบาท เมื่อขายสินทรัพย์ 8,000 ล้านบาท เข้ากองทุนไป สมมติขายได้ 20,000 ล้านบาท บริษัทจะมีกำไร 12,000 ล้านบาท
“จะเห็นว่าการขายขาดนั้น ทำให้งบดุลของบริษัทแข็งแกร่งขึ้น ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงจากเดิม 10 เท่า เหลือ 0.77 เท่า แบบนี้ก็จะส่งผลดีต่อฐานะการเงินของบริษัทที่จัดตั้งกองทุน”
นายธวัชชัย ยังกล่าวอีกว่า แต่หากบริษัทจัดตั้งกองทุนโดยนำทรัพย์สินมาทำสัญญาเช่าทางการเงินซึ่งเสมือนหนึ่งการให้กู้ยืมทรัพย์สินกับกองทุนเท่านั้นในลักษณะเช่นนี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อฐานะการเงินของบริษัทนั้นแต่ประการใด จากตัวอย่างเดิมหากบริษัทนำทรัพย์สิน 8,000 ล้านบาท นำเข้ากองทุนโดยทำสัญญาเช่าทางการเงินแทนเป็นเงิน 20,000 ล้านบาท บริษัทจะได้เงินจากกองทุนมา 20,000 ล้านบาท ตรงนี้ไม่ใช่กำไรแต่จะบันทึกมาในฝั่งของหนี้สิน 20,000 ล้านบาท ไม่มีกำไร จ่ายปันผลไม่ได้ และยังทำให้สัดส่วน D/E เพิ่มขึ้นจาก 10 เท่า เป็น 30 เท่า อีกด้วย จะเห็นว่าหากการนำทรัพย์สินเข้ากองทุนเป็นลักษณะหลังนี้จะส่งผลต่อฐานะการเงินของบริษัทในเชิงลบได้เช่นกัน ดังนั้นการจัดตั้งกองทุนจึงออกผลทั้งบวกและลบกับตัวบริษัทได้ขึ้นว่าจัดตั้งด้วยการนำทรัพย์สินเข้ากองทุนในลักษณะไหน
“ตรงนี้เป็นสิ่งที่อยากจะฝากให้นักวิเคราะห์ตลอดจนนักลงทุนที่ลงทุนในหุ้นของบริษัทนั้นได้พิจารณาดูก่อนจะลงทุน ซึ่งแค่การมีมติผู้ถือหุ้นให้จัดตั้งแล้วมาวิเคราะห์ประเมินนั้นอาจจะเร็วไปหรือไม่ เพราะระหว่างทางก่อนจะมีการอนุญาตให้จัดตั้งกองทุนได้ในที่สุดโครงสร้างต่างๆ ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ซึ่งทางสำนักงานก.ล.ต.เองคงจะไปสรุปในโครงสร้างกองทุนว่าเป็นลักษณะแบบไหนเลยนั้นคงทำไม่ได้เพราะเป็นการผูกมัดเกินไป เนื่องจากโครงสร้างกองทุนเองก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอดจนกว่าจะจัดตั้งจริงๆ แต่ก็อยากจะฝากให้นักลงทุนตระหนักในเรื่องนี้ด้วย แต่โดยหลักแล้วบริษัทที่จะจัดตั้งกองทุนก็อยากจะทำให้หน้าตาของงบการเงินออกมาดูดีด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็ไม่เสมอไปเช่นกัน”
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา พบว่ามีบริษัทที่อยู่ระหว่างการเตรียมเสนอขายกองทุนโครงสร้างพื้นฐานได้แก่ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น(TRUE) มูลค่า 5-6หมื่นล้านบาท บริษัท จัสมินอินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) 7 หมื่นล้านบาท บริษัท เอสพีซีจี (SPCG) 5.6 พันล้านบาท และบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) 2-3 พันล้านบาทเป็นต้น ส่วนบริษัทจดทะเบียนที่เตรียมจะเสนอขายกองทุนอสังหาริมทรัพย์ประเภทกองรีท ได้แก่ บริษัท บางกอกแลนด์ (BLAND) โรงแรมเซ็นทรัล (CENTEL) โรงแรมเอราวัณ (ERW) และบริษัท ไทคอน (TICON)








