วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

มอร์แกนฯชี้การเมืองฉุดบาท33.3

ไทยพาณิชย์นำร่องหั่นดอกเบี้ยกู้ 0.25% มีผลวันนี้ มอร์แกนสแตนเลย์ประเมินหากสถานการณ์การเมืองแย่ลง คาดสิ้นปี"57 อ่อนแตะ 33.3 บาทต่อดอลลาร์

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลงมติ 6 ต่อ 1 ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 2.25% เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้ และมีความเสี่ยงสูงขึ้น รวมทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือโต 3% จากเดิม 3.7%

นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวการณ์ และเพื่อเป็นการสนับสนุน รวมทั้งลดภาระให้แก่ผู้ประกอบการและลูกค้าในการทำธุรกิจ ธนาคารได้พิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีแบบมีระยะเวลา (MLR) ลดลง 0.25% ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อย (MRR) ลดลง 0.10% ส่วนอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ลดลง 0.05-0.15% และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์บุคคลธรรมดา ลดลง 0.125% มีผลตั้งแต่วันที่ 29 พ.ย. 2556

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ส่งผลให้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มแอลอาร์ ลงมาอยู่ที่ 6.75% ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มอาร์อาร์ มาอยู่ที่ 8% ขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์บุคคลธรรมดาอยู่ที่ 0.625%

ขณะที่ธนาคารพาณิชย์รายอื่น รวมทั้งธนาคารของรัฐ ยังไม่มีการเคลื่อนไหว ธนาคารกสิกรไทยคาดว่าพิจารณาในวันนี้ (29 พ.ย.)

นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ธนาคารของรัฐ กล่าวว่า หลังจากที่ กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 2.25% นั้น ธนาคารกำลังประเมินความจำเป็นในการระดมเงินฝากและการปล่อยเงินกู้ก่อน ซึ่งออมสินเป็นธนาคารเดียวที่ลดเงินกู้ลง 0.125% หลังจากที่ กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งก่อนจาก 2.75% มาที่ 2.5% ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ลดดอกเบี้ยลง

นายวรวิทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารต่างๆ ยังแข่งขันกันระดมเงินฝาก ด้วยการเสนอดอกเบี้ยที่จูงใจให้กับผู้ฝากในรูปแบบต่างๆ ส่วนด้านเงินกู้ ก็ยังคงขยายตัวดี โดยทางธนาคารออมสินคาดว่า การเติบโตเงินกู้ปีนี้น่าจะเติบโตได้ 7% ตามเป้าหมาย แม้การปล่อยกู้ให้ภาครัฐอาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ระบุว่า ทางธนาคารต้องคอยดูธนาคารกรุงไทยก่อนว่าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่

นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. คาดว่า ธนาคารพาณิชย์จะปรับลดดอกเบี้ยลงตาม กนง.ด้วยเช่นกัน แต่ก็ไม่ควรนำเงินที่กู้ยืมไปซื้อทรัพย์สิน เพราะจะเสี่ยงต่อการเกิดภาวะฟองสบู่ให้เกิดขึ้นได้

มอร์แกนฯ ชี้ปมการเมืองวุ่นฉุดบาทปี 2557 แตะ 33.3

ด้าน มอร์แกน สแตนเลย์ ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของโลกสัญชาติสหรัฐ ได้ออกบทวิเคราะห์ระบุว่า การปรับดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ได้สร้างความประหลาดใจอย่างยิ่ง และมองว่าการปรับลดดอกเบี้ยดังกล่าว ทำเพื่อป้องกันความเสี่ยงขาลงและความเสี่ยงอื่นที่มีอยู่มาก ทำให้ ธปท. ปรับลดจีดีพีปีนี้ลงเหลือ 3% จากเดิม 3.7%

มอร์แกน สแตนเลย์ เชื่อว่าการใช้นโยบายผ่อนคลายต่อเนื่อง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น อาจส่งผลต่อไทย 2 เรื่อง เรื่องแรก จากคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น บวกกับอัตราผลตอบแทน (ยีลด์) ที่สูงขึ้น อาจกดดันให้สกุลเงินเอเชียยกเว้นญี่ปุ่นอ่อนค่าลง รวมทั้งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินบาท ส่งผลให้คาดว่าสิ้นปี 2557 บาทอ่อนค่ามาอยู่ที่ 33.3 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า

นอกจากนี้การคาดหวังการผ่อนคลายนโยบายการเงิน ไปกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ อาจมีจำกัดเพราะ การขยายสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นมามากแล้วในปีที่ผ่านๆ มา ในภาวะแวดล้อมการเงินทั่วโลกผ่อนคลาย ซึ่งมาพร้อมกับการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยเองยังอยู่ในภาวะการชะลอตัว หลังจากนโยบายการคืนภาษีรถยนต์คันแรกหมดลง ซึ่ง นายนิค ลอร์ด นักวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนเลย์ ชี้ว่า ธนาคารพาณิชย์ไทย อาจไม่รีบเร่งปล่อยกู้ เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสินเชื่อ

บทวิเคราะห์ชี้ว่า นโยบายการเงินของไทยจะขึ้นอยู่กับข้อมูลตัวเลข และพัฒนาการทางการเมืองที่เกิดขึ้นควบคู่กัน นอกจากนี้ภาวะแวดล้อมทางการเมืองเสื่อมถอยอาจหมายถึงการใช้นโยบายผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ความวุ่นวายโดยธรรมชาติที่เป็นเนื้อแท้ของการเมืองไทย ทำให้มอร์แกน สแตนเลย์ ไม่อาจรู้ได้ว่าสถานการณ์การเมืองจะเป็นไปในทิศทางใด ดังนั้น จึงคาดการณ์จาก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะยังคงตรึงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 2.25% แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ การประชุม กนง. ครั้งหน้า ในวันที่ 22 ม.ค. 2557 อาจปรับลดดอกเบี้ยลงได้อีก 0.25% หากความตึงเครียดทางการเมืองไม่บรรเทาหรือเบาลง

มอร์แกน สแตนเลย์ เคยคาดการณ์ไว้ว่าดอกเบี้ยนโยบายจะเริ่มปรับเข้าสู่ระดับปกติในช่วงครึ่งหลังของปีหน้า และดอกเบี้ยนโยบายจะขึ้นไปถึงระดับ 3.5%ในสิ้นปี 2557 แต่ตอนนี้คาดการณ์ดังกล่าวเปลี่ยนไปแล้ว เพราะทีมวิจัยมอร์แกน สแตนเลย์ คาดว่าการปรับดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับปกติจะเริ่มเห็นในไตรมาสสุดท้ายปีหน้า และคาดว่าดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ระดับ 2.75% ในสิ้นปี 2557 และเพิ่มเป็น 3% ในปี 2558

บาทยังอ่อนค่า เพราะกังวลการเมือง

ด้านการเคลื่อนไหวเงินบาทเทียบดอลลาร์วานนี้ (28 พ.ย.) เปิดตลาดเช้าอ่อนค่ามาอยู่ที่ 32.20-32.22 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากนักลงทุนยังวิตกสถานการณ์การเมืองในประเทศ และตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ รวมทั้งอ่อนตัวตามทิศทางโดยรวมของภูมิภาค แต่ช่วงบ่ายกลับมาแข็งค่าได้เล็กน้อยโดยมาอยู่ที่ 32.13-32.15 บาทต่อดอลลาร์ โดยนักค้าเงินคาดว่า ธปท.ได้เข้ามาแทรกแซงตลาดไว้บางส่วนเพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไปเมื่อเทียบกับภูมิภาค

สกุลเงินส่วนใหญ่ในตลาดเกิดใหม่ของเอเชียปรับลง ขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจ ที่แข็งแกร่งของสหรัฐ อาทิ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ได้สนับสนุนการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจเริ่มปรับลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในไม่ช้านี้

"คิดว่าแบงก์ชาติคงจะเข้ามาดูแลบ้าง เพราะบ้านเรามีปัจจัยเฉพาะตัวเยอะ แต่ก็คงไม่ฝืนเทรนด์มาก เพราะภูมิภาคเอง ก็อ่อนลงเหมือนกัน" นักค้าเงินกล่าวและว่า เงินบาทในระยะนี้ ยังมีโอกาสที่จะอ่อนค่า ได้อีก เนื่องจากสกุลเงินภูมิภาคโดยรวม ก็อยู่ในทิศทางอ่อนค่าเช่นกัน

นักเศรษฐศาสตร์ประเมินเศรษฐกิจโตต่ำ 3%

ด้าน นายสมประวิณ มันประเสริฐ รองคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนนั้น จะเป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 มีความท้าทายมากขึ้น จากมีมุมมองว่าไตรมาสที่ 4 น่าจะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดอาจจะไม่เติบโตตามที่คาดไว้ ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้ ความหวังที่จะเติบโตในระดับ 3% นั้นเริ่มริบหรี่ลง

"เดิมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 แม้จะเป็นช่วงที่ดีที่สุดของปี แต่ด้วยฐานการเติบโตที่สูงของปีที่แล้วก็มองว่าไม่น่าจะเติบโตได้มาก และยิ่งมีการชุมนุมทางการเมือง ยิ่งเป็นปัจจัยกดดันให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น และการเติบโตในทั้งปีระดับ 3 % ก็ยิ่งริบหรี่มากขึ้น"

จริงอยู่ที่การเติบโตในไตรมาสที่ 4 การท่องเที่ยวจะเป็นตัวนำและความหวังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย แต่ต้องไม่ลืมว่าการท่องเที่ยวเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น เพราะภาคการลงทุน การอุปโภคบริโภค และการส่งออกก็ยังชะลอตัวอยู่ ส่งผลให้ในปีหน้า ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และดุลบัญชีงบประมาณพร้อมกัน (Twin deficit) มีความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เหมือนเช่นเดียวกับในปี 2540 ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง จะทำให้นักลงทุนไม่เชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้น จึงต้องใช้ความระวังมากขึ้น

ส่วนการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% นั้น ถือว่าผิดจากที่คาดการณ์ไว้ มองว่าเพราะเศรษฐกิจอ่อนแอ จึงต้องมีการกระตุ้น ซึ่งการปรับลดดอกเบี้ยน่าจะเป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้เกิดการลงทุนในระยะสั้นมากกว่า เพราะกว่าที่ภาคการเงินจะมีการปรับตัวตาม กนง. ก็น่าจะประมาณต้นปีหน้า

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า กนง.จะปรับลดดอกเบี้ยไปแล้ว หากเกิดวิกฤติในอนาคต ก็ยังมีเครื่องมือที่สามารถรับมือวิกฤติได้อยู่ ทั้งดอกเบี้ยที่ยังมีโอกาสปรับลดได้อีก และมาตรการอื่นๆ ที่จะเข้ามาช่วยเหลือได้ ตามวิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งยังไม่ถือว่าน่าเป็นห่วง