วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความเสี่ยงบนทาง2แพร่ง!กนง.ลดดอกเบี้ย

ความเสี่ยงบนทาง 2 แพร่ง! กนง.เซอร์ไพรส์ตลาด ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% หนุนเศรษฐกิจ-เสี่ยงเงินไหลออก

มติ กนง. 6 ต่อ 1 เสียง ที่ให้ลดดอกเบี้ยลง 0.25% ด้วยหวังว่า นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายจะสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ เพียงแต่ในอีกฟาก ยังมีความเสี่ยงที่ตามมาอีกมาก ทั้งภาวะเงินทุนไหลออก บวกกับต้นทุนกู้ยืมภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

การตัดสินใจปรับ “ลด” ดอกเบี้ยนโยบาย ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. ที่มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง เห็นชอบให้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% มาอยู่ที่ 2.25% ซึ่งเป็นการปรับลดที่อยู่ "นอกเหนือ" ความคาดหมายของตลาดการเงินนั้น.. สะท้อนชัดเจนว่า กนง. ให้น้ำหนักในเรื่องของความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง มากกว่าความเสี่ยงในเรื่องของหนี้ภาคครัวเรือน และเงินทุนไหลออก

ในการแถลงข่าว กนง. ครั้งนี้ “ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “แบงก์ชาติ” ในฐานะเลขานุการ กนง. ให้เหตุผลที่ กนง. ตัดสินใจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าที่คาดไว้เดิม และมีความเสี่ยงสูงขึ้นกว่าการประชุมครั้งก่อน

นอกจากนี้แรงกดดันด้านราคา หรือ “เงินเฟ้อ” เองก็อยู่ระดับค่อนข้างต่ำ ขณะที่สินเชื่อภาคครัวเรือนมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงบ้างแล้ว ดังนั้น “นโยบายการเงิน” จึงสามารถ “ผ่อนคลาย” เพิ่มเติม เพื่อลดความเสี่ยงและสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้

เพียงแต่การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงในครั้งนี้ ยังมี “คำถาม” คาดใจ “นักเศรษฐศาสตร์” อยู่มากมายว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะมองไประยะข้างหน้า ความเสี่ยงทางด้าน “เสถียรภาพ” ยังมีอยู่มากมาย ทั้ง “หนี้สินภาคครัวเรือน” และ “เงินทุนไหลออก”

คำถามที่ “แบงก์ชาติ” ต้องตอบให้ “เคลียร์” คือ เศรษฐกิจไทยจะ “ได้อะไร” จากการลดดอกเบี้ยนโยบายลงในครั้งนี้ เพราะการหวังให้เกิด “การลงทุน” จากการลดดอกเบี้ยคง “ยาก” เนื่องจากทุกวันนี้การลงทุนภาคเอกชน ล้วนแต่รอภาครัฐเป็นตัวนำ ในขณะที่ภาครัฐเองก็มัวแต่วุ่นกับการบริหารจัดการ “ม็อบ” จนแทบไม่มีเวลามาดูแลเรื่องการลงทุน ดังนั้นแล้วการลดดอกเบี้ยอาจไม่ได้ช่วยกระตุ้นการลงทุนเลยก็ได้

ส่วนการคาดหวัง “การบริโภค” เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจนั้น ต้องบอกว่าเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ ไม่ได้ต้องการการบริโภคมากนัก โดยเฉพาะการบริโภคที่มาจากเงินในอนาคต เพราะระดับหนี้ครัวเรือนไทยในปัจจุบันถือว่าพุ่งสูงลิ่ว จนแตะระดับความเสี่ยงที่ “นักลงทุนต่างชาติ” ต้องจับตามอง โดยปัจจุบันหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ระดับ 80% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นจากช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่เพียง 50% ของจีดีพีเท่านั้น

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ(อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ ออกบทวิจัยเกี่ยวกับการลดดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. ว่า การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ กนง. ประเมินว่า ดอกเบี้ยนโยบายยังไม่ได้เป็นปัจจัยหลักสำหรับเงินทุนเคลื่อนย้าย กนง. จึงให้น้ำหนักกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศผ่านการกำหนดนโยบายการเงินในครั้งนี้

อีไอซี ยังระบุด้วยว่า การลดดอกเบี้ยนโยบาย อาจช่วยให้ผู้ที่พึ่งพาการกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก เช่น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึงบุคคลธรรมดา มีต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง แต่หากการลดดอกเบี้ยนโยบายทำให้เงินทุนไหลออกเพิ่มขึ้น อาจทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ ที่พึ่งพาตลาดพันธบัตรในการระดมทุน มีต้นทุนทางการเงินที่แพงขึ้น ดังนั้นแรงสนับสนุนต่อเศรษฐกิจจากการลดดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจไม่ชัดเจนนัก

บทวิเคราะห์ของ “อีไอซี” น่าสนใจตรงที่ หากธนาคารพาณิชย์ไม่ปรับลดดอกเบี้ยลงตามดอกเบี้ยนโยบาย เท่ากับว่า เอสเอ็มอี และบุคคลธรรมดา นอกจากจะไม่ได้ประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ถูกลงแล้ว ในทางตรงกันข้ามภาค ธุรกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะ "ภาครัฐ" ที่มีแผนระดมทุน เพื่อลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท อาจมีต้นทุนเพิ่มขึ้น หากเกิดภาวะเงินทุนไหลออก ทำให้ยีลด์บอนด์ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงคำถามที่ว่า ดอกเบี้ยที่ปรับลง ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยจริงหรือ?

ด้าน มอร์แกน สแตนเลย์ ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำของโลก ก็ค่อนข้างประหลาดใจต่อมติของ กนง. ในการประชุมรอบที่ผ่านมา สะท้อนผ่านบทวิเคราะห์เรื่อง "การวิจารณ์ประเทศไทยอย่างรวดเร็ว" โดยในเนื้อหามองว่า เมื่อพิจารณาถึงถ้อยแถลงของคณะกรรมการ กนง. พบว่า ความเสี่ยงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจยังมีอยู่มาก

รายงานชิ้นนี้ระบุว่า นโยบายการเงินของไทย ขึ้นอยู่กับข้อมูลตัวเลข และพัฒนาการทางการเมืองที่เกิดขึ้นควบคู่กัน นอกจากนี้ภาวะแวดล้อมทางการเมืองที่เสื่อมถอย อาจหมายถึงการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง

โดยทีมงาน “มอร์แกน สแตนเลย์” เชื่อว่า การใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่อง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ หรือ “เฟด” ซึ่งไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาจส่งผลต่อประเทศไทยใน 2 ทาง

ทางแรก คือ การคาดการณ์ที่ผสมผสานระหว่างเศรษฐกิจสหรัฐที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นพร้อมกับยีลด์บอนด์ที่เพิ่มขึ้น ได้สร้างแรงกดดันต่อค่าเงินสกุลต่างๆ ในภูมิภาคยกเว้น ญี่ปุ่น ให้อ่อนค่าลง ดังนั้นการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของไทย อาจเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงได้ โดย มอร์แกน สแตนเลย์ คาดว่า ณ สิ้นปี 2557 เงินบาทไทยอาจอ่อนค่าลงไปอยู่ที่ระดับ 33.3 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า

ส่วนทางที่สอง ได้ตั้งข้อสงสัยว่า การคาดหวังแรงสนับสนุนจากการลดดอกเบี้ยนโยบายที่มีต่อความต้องการในประเทศอาจมีจำกัด เพราะช่วงที่ผ่านมาการขยายตัวของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นมาค่อนข้างมากแล้ว โดยมาพร้อมกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงชะลอตัว หลังจากนโยบายรถยนต์คันแรกหมดลง

นักวิเคราะห์ของ มอร์แกน สแตนเลย์ เชื่อว่า ธนาคารพาณิชย์คงไม่รีบเร่งปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเป็นผลจากความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในด้านสินเชื่อ พร้อมกันนี้ทีมงาน มอร์แกน สแตนเลย์ ยังเชื่อว่า กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายในระดับนี้ไปจนถึงต้นปีหน้า ก่อนจะค่อยๆ ปรับสู่โหมดปกติในไตรมาส 4 ปี 2557 ซึ่งขณะนั้นดอกเบี้ยนโยบายน่าจะอยู่ระดับ 2.75% ก่อนขยับขึ้นไปแตะ 3% ในปี 2558

จากข้อสรุปทั้งหมดนี้ ทำให้อดตั้งคำถามถึงการดำเนินนโยบายการเงินของ "แบงก์ชาติ" ไม่ได้ว่า การตัดสินใจ "ลด" ดอกเบี้ยนโยบายลงรอบนี้ มาถูกทางหรือไม่ เพราะแม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่แผ่วลงไปมาก บวกกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จะเอื้อให้ ดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงได้ เพียงแต่ยังมีความเสี่ยงในด้านอื่นๆ ที่รอตามมาอีกมาก จึงถือเป็นทาง 2 แพร่งที่ควรต้องระวัง!