วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผวาการเมืองไม่แน่นอน บาทอ่อนรอบ3เดือน

บาทอ่อนค่ารอบเกือบ 3 เดือน นักลงทุนเทขายกังวลสถานการณ์การเมืองตึงเครียดขึ้นจากการชุมนุมหลายจุด ยึดกระทรวงการคลัง กระทบความเชื่อมั่น

เงินบาทอ่อนค่าต่ำสุดในรอบเกือบ 3 เดือน จากความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มมากขึ้น หลังจากการชุมนุมที่เวทีราชดำเนิน เคลื่อนผู้ชุมนุมหลายจุดในกรุงเทพฯและบุกยึดพื้นที่กระทรวงการคลัง

ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ ร่วงลง 0.3% มาที่ 31.95 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. โดยนักบริหารการเงินจากธนาคารพาณิชย์กล่าวว่ากองทุนต่างประเทศ และนักลงทุนในประเทศพากันเทขายบาทออกมา

ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี เพิ่มขึ้น 0.04% มาที่ 3.85% ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี บวก 0.03% มาที่ 4.25% ซึ่งผลตอบแทนพันธบัตรทั้งสองประเภทอยู่ที่ระดับสูงสุด นับตั้งแต่วันที่ 18 ก.ย.

นักวิเคราะห์กล่าวว่า มีความวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองอย่างแน่นอนและมีแรงขายพันธบัตรมากขึ้น ซึ่งค่าเงินบาทอาจทดสอบระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. โดยบาทต่อดอลลาร์ร่วงต่ำสุดที่ 32.46 เมื่อวันที่ 6 ก.ย.

ทั้งนี้ ความวิตกเกี่ยวกับการเมือง ทำให้บาทเป็นสกุลเงินที่ร่วงลงมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคในเดือนนี้ รองจากรูเปี๊ยะห์ แต่การเมืองไม่ใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้บาทอ่อนลง โดยยอดขาดดุลทางการคลัง และเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของไทยทำให้นักลงทุนถอนการลงทุนจากไทยด้วย

ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์ร่วงลงเกือบ 11% นับตั้งแต่พุ่งแตะระดับแข็งค่าสุดของปีนี้ที่ 28.55 ในเดือนเม.ย.

นายเชาว์ เก่งชน กรรมการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่าสถานการณ์การชุมนุมเริ่มมีพัฒนาการที่เร็วขึ้น และสามารถคาดการณ์ได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการที่ผู้ชุมนุมบุกยึดสถานที่ราชการนั้น เชื่ออาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มไม่เชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้น โดยจากการประเมินหากมีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของจีดีพี ที่ 0.5-1%

"ปัจจุบันประเทศไทยนั้นเผชิญปัจจัยเสี่ยงในภาคการเงินโลก 2 ส่วนหลักๆ ทั้งมาตรการคิวอีที่มีแนวโน้มจะหยุดลงในอนาคต อีกทั้งเดือนธันวาคมเป็นช่วงที่นักลงทุนต่างชาติมักจะขายหุ้นและพันธบัตรที่ถืออยู่เพื่อปรับพอร์ตการลงทุนในปี 2557 ทำให้เงินทุนต่างชาติทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ต่อเนื่อง"

นายเชาว์ กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นตัวเร่งส่งผลกระทบให้เงินทุนต่างชาติอาจมีทิศทางที่ไหลออกจากตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ได้ เพราะนักลงทุนมักจะไม่ชอบความไม่ชัดเจน ซึ่งจากการผลกระทบหากเกิดสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นประเมินผลกระทบต่อการเติบโตของจีดีพีที่ 0.5 -1% นั้น เป็นการนำผลกระทบจากในอดีตทั้งการปิดสนามบินและเผาห้างสรรพสินค้า มาประเมิน

แต่หากการชุมนุมมีทิศทางที่รุนแรงมากขึ้น หรือรัฐบาลไม่สนองตอบการเรียกร้องของผู้ชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภา หรือการให้นายกรัฐมนตรีลาออก แต่หากรัฐบาลมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายและก่อให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้นก็อาจจะต้องประเมินผลกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง

จับตาเบิกจ่ายภาครัฐสะดุด

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัย เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมได้มีการเข้าไปยึดกระทรวงการคลังนั้น มองว่าปัจจุบันยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ เนื่องจากการเข้ายึดสถานที่ราชการในกระทรวงสำคัญเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงต้องรอประเมินว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการจัดการด้านการเบิกจ่ายงบประมาณมากน้อยเพียงใด

"สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เรายังไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้ เนื่องจากการบุกยึดกระทรวงสำคัญเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้น ซึ่งต้องรอติดตามสถานการณ์ไปอีกสักพักหนึ่งว่า รัฐบาลยังสามารถบริหารประเทศ หรือเบิกจ่ายงบประมาณต่างๆ ได้เป็นปกติหรือไม่ โดยที่ผ่านมาในช่วงไตรมาสที่ 3 นั้นก็เห็นผลกระทบชัดเจนว่า การเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลนั้นล่าช้า และไม่เป็นไปตามแผนการที่วางไว้"

ส่วนผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจมองว่าหากการชุมนุมนั้น มีความยืดเยื้อยาวนาน ก็จะส่งผลกระทบต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนที่เดิมมีกำลังซื้อชะลอตัวไปแล้ว ก็อาจจะชะลอตัวไปอีกได้ ส่วนนักลงทุนต่างชาตินั้น มองว่าน่าจะอยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์สถานการณ์ว่าการชุมนุมจะเป็นไปในทิศทางใด และหากมีการชุมนุมยืดเยื้ออาจไม่ส่งผลดีนักต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้

อย่างไรก็ตาม สำหรับประมาณการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีนี้นั้น แม้การชุมนุมจะมีความน่ากังวลมากขึ้นเรื่อง แต่ยังคงมองว่า การเติบโตของจีดีพีที่ 3% ยังสามารถที่จะเติบโตได้ แต่สิ่งที่น่ากังวลมากกว่า คือ หากการชุมนุมนั้นมีการยืดเยื้อและรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ จะเป็นตัวฉุดให้การเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีหน้าปรับตัวลดลงได้

เอกชนเรียกร้องสองฝ่ายเจรจา

ด้าน นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่านักลงทุนต่างชาติได้ทยอยสอบถามส.อ.ท.ว่าเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองในขณะนี้จะมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด ซึ่งส.อ.ท.ไม่สามารถตอบคำถามดังกล่าวได้ ขณะนี้ภาคเอกชนกังวลว่าสถานการณ์จะบานปลายรุนแรงเพิ่มขึ้น จึงอยากให้ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันแทนที่จะทำให้สังคมแตกแยกไปมากกว่านี้

"หากเหตุการณ์ยืดเยื้อจะกระทบรายได้การส่งออก การท่องเที่ยว และบรรยากาศการลงทุน และหากเสียหายไปยากที่จะฟื้นคืนมาได้ในระยะเวลาสั้นๆ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศเมื่อเกิดเหตุการณ์ทางการเมือง จะส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ ไม่สามารถกลับคืนมาได้"

ส่วนการยุบสภาจะเป็นทางออกสุดท้ายหรือไม่นั้น ส.อ.ท.เห็นว่าการยุบสภาจะทำให้ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ทุกคนไปเข้าคูหาเลือกตั้ง แต่เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ก็มาจากการเลือกตั้ง หากมีการเลือกตั้งใหม่ ไม่ว่าใครมาเป็นรัฐบาลและมีการต่อต้านเหมือนในขณะนี้ การยุบสภาก็ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด

เช่นเดียวกับ นายกลินท์ สารสิน กรรมการเลขาธิการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะกระจายตัวเป็นวงกว้าง ซึ่งภาพการชุมนุมที่ออกสู่สายตาชาวต่างชาติ บั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างชาติและนักท่องเที่ยว ยอมรับว่าประเมินสถานการณ์ชุมนุมค่อนข้างลำบาก จึงจะยังไม่ออกแถลงการณ์จุดยืนในขณะนี้

"ต้องประเมินสถานการณ์วันต่อวัน จำนวนคนเริ่มเพิ่มขึ้นมากในวงกว้าง แต่รัฐบาลยังนิ่งไม่ตอบโต้ ไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร ภาคธุรกิจที่ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดหลายคนก็มองไม่ออกว่าปัญหาจะจบอย่างไร"

"ทางออกที่ดีที่สุดในขณะนี้คือการเจรจาอย่างสันติวิธี แทนการยืนอยู่ในจุดยืนของตัวเอง เพราะไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติในระยะยาว จะปล่อยให้ประเทศวุ่นวายเช่นนี้ต่อไปไม่ได้ ต้องมีบทสรุปและยุติปัญหาที่ชัดเจน"

ททท.เริ่มกังวลผลกระทบท่องเที่ยว

นายศุกรีย์ สิทธิวนิช รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท.ได้ประเมิน 3 สมมติฐานผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ประกอบด้วย 1.หากสถานการณ์ไม่รุนแรงและจบภายในปี 2556 ภาพรวมท่องเที่ยวสิ้นปีทั้งรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวจะไม่ได้รับผลกระทบ โดยเป้านักท่องเที่ยวสิ้นปี 2566 อยู่ที่ 26.01 ล้านคน รายได้ 1.17 ล้านล้านบาท และปี 2557 จะยังคงเป้านักท่องเที่ยวและรายได้เดิม

2.หากมีการประกาศเตือนภัยเป็นระดับ 5 ห้ามนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย คาดว่านักท่องเที่ยวในภาพรวมจะลดลงประมาณ 8-10% หรือลดเหลือ 25.75 ล้านคน สูญเสียรายได้ 2.5 หมื่นล้านบาท และหากสถานการณ์ระดับ 5 ยืดเยื้อถึงไตรมาสแรกปี 2557 จะส่งผลให้ภาพรวมนักท่องเที่ยวปี 2557 เพิ่มขึ้นเพียง 7% จากที่ตั้งเป้าว่าจะขยายตัว 13% และรายได้ขยายตัว 13%

และ 3.หากมีการประกาศเตือนภัยเป็นระดับ 5 และมีสถานการณ์ความรุนแรงใกล้เคียงกับการปิดสนามบินในปี 2551 นักท่องเที่ยวเดือนธ.ค.2556 จะลดลงประมาณ 18-20% และหากต่อเนื่องจนถึงไตรมาส 2 ปี 2557 จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2556 ลดเหลือ 25.5 ล้านคน สูญเสียรายได้ 2.79 หมื่นล้านบาท และจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2557 จะขยายตัวเพียง 7% จากตั้งเป้าว่าสิ้นปี 2557 จะมีนักท่องเที่ยว 28.01 ล้านคน ขยายตัว 13% และรายได้จะขยายตัว 11% จากเป้า 13% มีรายได้จากการท่องเที่ยว 1.32 ล้านล้านบาท

ขณะนี้ มีการประกาศแจ้งเตือนนักท่องเที่ยวเพิ่มอีก 3 ประเทศ คือ อิตาลี ฟินแลนด์ สโลวัก รวมเป็น 19 ประเทศ จากเดิม 16 ประเทศ คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส สวีเดน ญี่ปุ่น ไต้หวัน แคนาดา ออสเตรีย อิสราเอล บราซิล สิงคโปร์ เบลเยียม สเปน เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ เยอรมนี และ ฮังการี ซึ่งเป็นการเตือนในระดับที่ไม่รุนแรง โดยให้นักท่องเที่ยวหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการชุมนุม