ประมูลงานศิลป์ สินทรัพย์ทางเลือกคนรวย

ประมูลงานศิลป์ สินทรัพย์ทางเลือกคนรวย

ซีเอ็นบีซีเผยคนรวยแห่ลงทุนประมูลงานศิลป์ สินทรัพย์ทางเลือกเศรษฐีที่มีเงินเย็น

ด้วยหลากปัจจัยลบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้สร้างความผันผวนป่วนตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก ทำให้นักลงทุนกับเศรษฐีมีเงินล้านรวยเงินเย็น เริ่มมองหาลู่ทางการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งถือเป็นการลงทุนทางเลือกรีเทิร์นดีในระยะยาว โดยซีเอ็นบีซีให้ข้อมูลตลาดลงทุนงานศิลปะ มีสินค้าที่สร้างเปอร์เซ็นต์มูลค่ากับกำไรเติบโตได้ตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักร้อย กลายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ สำหรับนักลงทุนกับเศรษฐีที่มีเงินเย็นเข้าไปลงทุน

0ราคาขายทุบสถิติ

ช่วงกลางเดือนพ.ย.นี้ รอยเตอร์ได้รายงานอ้างข้อมูลของ "โซตบี้" สถาบันจัดการประมูลชั้นนำของโลก ระบุว่าราคาขายงานศิลปะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นคอนเทมเพอรารีอาร์ต มีชื่อผลงานว่า "Silver Car Crash (Doubled Disaster)" ของ แอนดี้ วาร์ฮอล ประมูลได้ในราคาทำสถิติสูงสุดครั้งใหม่ กว่า 105 ล้านดอลลาร์ โดยโซตบี้ไม่ได้เปิดเผยชื่อผู้ซื้อประมูลภาพได้ ซึ่งใช้การประมูลทางโทรศัพท์

ทั้งนี้โซตบี้ประเมินว่าผลงานเป็นภาพเขียนขนาด 9 คูณ 14 ฟุตสร้างสรรค์ในปี 2506 จะขายได้ในราคามากกว่า 60 ล้านดอลลาร์เท่านั้น แต่ที่ราคาดังกล่าวกลับเป็นราคาเปิดแข่งกันประมูล ด้านโทเบียส เมเยอร์ หัวหน้าฝ่ายงานศิลปะคอนเทมเพอรารีอาร์ตทั่วโลกของโซตบี้ ยอมรับว่าตื่นเต้นกับผลการประมูล ในเมื่อภาพเขียนของวาร์ฮอลสามารถทำราคาประมูลได้สูงสุดในประวัติศาสตร์ของโซตบี้

"จากผลงานของวาร์ฮอลที่มีอยู่ และผลงานของเขาที่นำออกประมูลถือว่ายิ่งใหญ่มาก และสมกับมูลค่าของผลงานอย่างแท้จริง และเป็นงานเขียนดีที่สุดเท่าที่ผมอยู่ในอาชีพนี้และเคยร่วมงานประมูลขายงานศิลปะ"

ทั้งนี้ราคาผลงานของวาร์ฮอลข้างต้น ถือเป็นผลงานศิลปะชิ้นที่สองทำสถิติราคาประมูลขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ รองลงมาจากงานศิลปะชื่อ"Three Studies of Lucian Freud" ซึ่ง "คริสตี้" สถาบันจัดการประมูลชั้นนำของโลกจัดขึ้นและขายได้ในราคาสูงสุดถึง 142.4 ล้านดอลลาร์

๐เศรษฐีกว้านซื้อดันราคาพุ่ง

ผู้บริหารด้านการประมูลของทั้งโซตบี้และคริสตี้ ให้ข้อมูลว่าการปรับขึ้นของราคางานศิลปะเมื่อเร็วๆ นี้ ได้แรงขับเคลื่อนมาจากบรรดานักสะสมเป็นเหล่าเศรษฐีเงินล้านพันล้านที่เข้ามาเล่นในระดับตลาดโลกมากขึ้น

อเลกซ์ รอตเตอร์ หัวหน้าฝ่ายงานศิลปะประเภทคอนเทมเพอรารี่ (contemporary art) ในกรุงนิวยอร์ก ตั้งข้อสังเกตว่าจากรายการเสนอขายผ่านงานประมูล สะท้อนได้ว่ามีผู้เข้าร่วมจากทั่วโลก และในงานประมูลเมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้เสนอขายจาก 10 ประเทศได้นำผลงานศิลปะเข้าร่วมประมูล

ขณะที่ในมุมมองของผู้แข่งประมูลนั้น รอตเตอร์เชื่อว่าเมื่อคุณภาพผลงานมีให้เห็น ผู้คนจำนวนมากมายจากวัฒนธรรมแตกต่างกันต่างมุ่งไปหาผลงานนั้นๆ เพราะความโดดเด่นและสำคัญ โดยโซตบี้ระบุว่าจากการจัดงานประมูลงานศิลปะที่ผ่านมา 64%ของจำนวนผู้ลงทะเบียนเข้าแข่งประมูลทั้งหมดนั้นอยู่นอกประเทศสหรัฐ และผู้เข้าร่วมประมูลส่วนใหญ่มาจากเอเชียและลาตินอเมริกา

0รีเทิร์นเฉลี่ยเกือบ11%ต่อปี

จากเรื่อง "การลงทุนในไฟน์อาร์ตสามารถทำกำไรได้ค่อนข้างดี" ของ ซีเอ็นบีซี ดอท คอม ตั้งประเด็นขึ้นมาว่า หากเพิ่มเติมเอางานศิลปะภาพวาดสัก 2-3 ชิ้นไว้ในพอร์ตการลงทุนตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา แทนที่จะถือแต่หุ้นแบงก์ อาจทำให้เงินออมเพื่อวัยเกษียณของใครหลายคนเพิ่มพูนแตกต่างจากที่เป็นและมีอยู่ขณะนี้

เพราะซีเอ็นบีซี ดอท คอม อ้างข้อมูลของ artprice.com ในฝรั่งเศส เป็นสถิติและดัชนีผลงานไฟน์อาร์ตที่เทรดกันมากกว่าหนึ่งครั้งทั่วโลก ซึ่งใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิง โดยดูดัชนีย้อนหลัง 10 ปี สิ้นสุดเดือนก.ค.ปี 2553 พบว่าให้ผลตอบแทน หรือ รีเทิร์น เฉลี่ยเกือบ 11%ต่อปี เป็นผลตอบแทนโดดเด่นเหนือกว่าดัชนีเอสแอนด์พี500 ซึ่งมีแต่หุ้นบลูชิพหรือหุ้นมาร์เก็ตแคปใหญ่ รวมทั้งสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ อย่างบอนด์กับสินค้าโภคภัณฑ์รวมทองคำ

ทั้งนี้ไฟน์อาร์ตถือเป็นงานวิจิตรศิลป์ ซึ่งครอบคลุมภาพวาด งานปั้น งานพิมพ์ วีดิโอและภาพถ่าย และจากข้อมูลของ artasanasset.com ชี้ว่าในยามเศรษฐกิจตกต่ำซบเซา ยอดขายงานศิลปะสมัยใหม่และยุคอิมเพรสชั่นนิสต์มากมายหลายชิ้นยังแข็งแกร่งและไปได้สวยในปี 2553 จนช่วยดึงให้ Mei Moses ซึ่งเป็นดัชนีงานศิลปะโดยรวม (All Art Index) ปรับขึ้นช่วงครึ่งแรกของปีที่ผ่านมาถึง 13.4% เทียบกับการปรับลงติดลบ 6.5% ของดัชนีเอสแอนด์พี 500

และในระยะยาวดัชนีไฟน์อาร์ต Mei Moses สำหรับงานศิลปะเทรดมาแล้วหลายครั้งตามสถาบันจัดประมูลชั้นนำทั่วโลก เมื่อเทียบกับผลงานดัชนีเอสแอนด์พี 500 พบว่าให้ผลตอบแทนต่อปีใกล้เคียงกันตลอด 50 ปีที่ผ่านมา

๐เวลากับชื่อเสียงดันราคาขึ้น

ทั้งนี้อาร์ตเวิร์คที่ปล่อยออกมาจากตลาดเติบโตมากขึ้น อย่างเช่น ภาพวาดของศิลปินที่มีชื่อเสียงในช่วงศตวรรษ 13-17 ของยุโรป สามารถตั้งราคาขายได้ตั้งแต่ 10,000 ดอลลาร์ ไปจนถึงหลายล้านดอลลาร์ ซึ่งขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของศิลปินผู้นั้นๆ

นอกจากนี้ภาพถ่ายสำคัญหายากมาก ซึ่งสะสมกันไว้ตลอดระยะ 50 ปีที่ผ่านมา สามารถเป็นงานศิลปะงดงามที่ระยะแรกอาจมีราคาไม่มากนักระดับ 2,000 ดอลลาร์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปและคริสตี้ซึ่งเป็นสถาบันจัดประมูลนำออกมาขายอีกครั้งในปี 2552 ผลงานภาพถ่ายชิ้นนั้นสามารถขายได้ราคาดีถึง1ล้านดอลลาร์

"แต่ละครั้งที่ภาพถ่ายเก่าๆ ที่สะสมไว้ นำออกมาขายก็จะมีการบันทึกสถิติราคาสามารถขายภาพเก่านั้นๆได้ทุกครั้งไว้ ดังนั้นการซื้อขายภาพถ่ายเก่าจึงเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจและดีมาก สามารถดึงดูดนักลงทุนให้สะสมเพื่อการลงทุน ภาพถ่ายต่างๆ ที่ดีเยี่ยมตอนนี้มีราคาแพง แต่ผมขอแนะนำให้ภาพถ่ายที่จะซื้อเป็นภาพถ่ายเก่าแก่มีความงดงาม และต้องสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นได้ในช่วงเวลาเดียวกัน" พอล โพรโวสต์ รองประธานอาวุโสของคริสตี้ สถาบันจัดการประมูลชั้นนำของโลกในกรุงนิวยอร์ก กล่าว

0เป็นสินทรัพย์ระยะยาว

ฟิลิป ฮอฟฟ์แมน ประธานบริหารของไฟน์อาร์ต ฟันด์ กรุ๊ป ในกรุงลอนดอน กล่าวว่าเขามองงานศิลปะเป็นสินทรัพย์ระยะยาวประเภทหนึ่ง และมีโอกาสมากมายที่จะทำให้เงินลงทุนเติบโตได้ หากเจ้าของเงินรู้จักว่าจะซื้อหรือขายงานศิลปะนั้นอย่างไร

ซีเอ็นบีซีชี้ว่า จริงๆ แล้วงานศิลปะได้รับการจัดอันดับว่าน่าลงทุนและสามารถลงทุนได้นั้น สัมพันธ์เกี่ยวข้องกันน้อยมากกับสินทรัพย์ประเภทอื่น ซึ่งรวมถึงหุ้นและบอนด์ และงานศิลปะโดดเด่นมากขึ้นในการเป็นตัวเลือก เพื่อการกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน

และนักลงทุนบางคนยกให้งานศิลปะสามารถบริหารป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อได้ เนื่องจากสินทรัพย์แท้จริงอย่างทองคำ ซึ่งมีแนวโน้มว่ามูลค่าจะสูงขึ้น ขณะที่มูลค่าของเงินมีแนวโน้มลดลง

0แนะทางศึกษา-ลงทุน

จากข้อมูลของ Artprice ระบุว่า 70 %ของงานศิลปะทั้งหมดที่นำออกประมูล ระหว่างเดือนม.ค.ปี 2551จนถึงเดือนมิ.ย.ปี 2552 ได้ราคาที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์หรือน้อยกว่านี้ และช่วงเดียวกันนี้ งานศิลปะที่ตั้งราคาขายได้ต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์ มีมูลค่าปรับขึ้นมาถึง 60% ซึ่งงานศิลปะโดดเด่นกว่าซื้อขายเปลี่ยนมือกันไปมาหลายครั้ง ราคาปรับขึ้นได้มากถึง 150%

โพรโวสต์ เตือนว่า ก่อนคิดนำเงินเย็นที่มีอยู่ไปไว้ที่ไหนนั้น สิ่งสำคัญคือการให้ความรู้กับตัวเองก่อนเกี่ยวกับแรงผลักดันส่งผลต่อตลาดงานศิลปะโดยรวม และหาช่องทางที่ตัวเองคาดหวังจะเข้าไปแสวงหาโอกาสทางการลงทุนได้

"ตลาดงานศิลปะมาจากตลาดย่อยทั่วไปที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และแต่ละตลาดย่อยเข้ามาร่วมเกี่ยวโยงกันช่วยกันสร้างพลวัตขับเคลื่อนตลาดได้ด้วยตัวเอง" โพรโวสต์กล่าว และยกตัวอย่างเช่น งานเฟอร์นิเจอร์และศิลปะพื้นบ้านใช้ประดับตกแต่งของคนอเมริกัน มีวงจรความต้องการแตกต่างกันไป และแตกต่างมากกว่างานศิลปะทางวรรณคดีโบราณ หรือภาพวาดยุคอิมเพรสชั่นนิสต์ และงานศิลปะร่วมสมัยหลังสงครามโลก

"เป็นเรื่องเดียวและเหมือนกันกับการลงทุนในตลาดหุ้น คุณต้องเจาะลึกลงไปในประเด็นต่างๆ เกี่ยวข้องกับหุ้นมีมาร์เก็ตแคปใหญ่สุด หรือหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นขนาดกลาง และหุ้นขนาดเล็ก ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละเซคเตอร์ และไม่ใช่แค่พูดว่าคุณต้องการจะลงทุน" โพรโวสต์ให้ความเห็น