"ธปท.-สศช.-สศค."ประเมินเศรษฐกิจปีหน้าเริ่มสดใส ลุ้นการลงทุนภาครัฐเกิดดันจีดีพีโต คาดศก.กิจโลกส่งสัญญาณดีขึ้น เอื้อภาคส่งออก
นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา "เจาะลึกวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2557" เมื่อวานนี้ (23 พ.ย.) ว่า เศรษฐกิจไทยปีหน้ามีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้ โดยปัจจัยที่เป็นตัวสนับสนุนการเติบโตหลัก มาจากการลงทุนของภาครัฐ และการส่งออกที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัว
"เราหวังว่าจะเห็นเลข 4 อยู่ข้างหน้า ซึ่งปีหน้าอาจจะไม่มีพระเอกหลักที่มาช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่ก็หวังว่าการลงทุนภาครัฐจะเข้ามาช่วยได้ ซึ่งทางเราคาดเอาไว้ว่าการลงทุนภาครัฐน่าจะเกิดได้ประมาณ 50% ของงบที่ภาครัฐตั้งเอาไว้ และในปีหน้าการส่งออกน่าจะดีขึ้น เพราะเศรษฐกิจโลกเองเริ่มดีขึ้น เช่น จีน" นางรุ่ง กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการส่งออกนั้น เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับศักยภาพของภาคธุรกิจไทยด้วยว่าจะสามารถปรับตัวและทำให้ภาคการส่งออกขยายตัวตามได้อย่างมากหรือไม่ เพราะแม้เศรษฐกิจโลกจะเริ่มฟื้นตัวได้ดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการส่งออกไทยจะปรับตัวดีขึ้นตามไปด้วย ต้องขึ้นกับว่าสินค้าที่ส่งออกของไทยเป็นที่นิยมในตลาดโลกหรือไม่
"ถ้าดูเศรษฐกิจสหรัฐ สินค้าที่เขานำเข้าหลักๆ เป็นพวกชิ้นส่วนที่ใช้กับสมาร์ทโฟน ซึ่งไม่ได้อยู่ในซัพพลายเชนของเรา เพราะสินค้าที่เราผลิตส่งออกส่วนใหญ่เป็นประเภทฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ที่การนำเข้าของสหรัฐเริ่มลดลงมาต่อเนื่อง ดังนั้นหากเรายังยึดติดอยู่กับเทคโนโลยีเดิมๆ การหวังพึ่งพาการส่งออกเหมือนในอดีตก็คงไม่ได้" นางรุ่ง ระบุ
ส่วนการลงทุนและการบริโภคในปีหน้านั้น เธอบอกว่า หากการส่งออกฟื้นตัว การลงทุนก็น่าจะกลับมาได้ ขณะที่การบริโภคต้องยอมรับว่าปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีการบริโภคสูงมาก โดยเฉพาะการซื้อรถยนต์ ทำให้การบริโภคในปีนี้ชะลอลงไปบ้าง ก็หวังว่าในปีหน้าการบริโภคจะฟื้นตัวกลับมาได้
"ลดคิวอี-การเมือง"ปัจจัยเสี่ยงปีหน้า
สำหรับความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ผู้อำนวยการสำนักเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า ความเสี่ยงหลักคงเป็นเรื่องการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะมีการลดขนาด (Tapering) ของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ลงเมื่อไร ซึ่งจะมีผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย และอัตราแลกเปลี่ยนของไทยด้วย ขณะเดียวกันประเทศไทยเองต้องคอยระมัดระวังไม่เปิดจุดอ่อน ซึ่งในส่วนของดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นตัวหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาติจับตาดูอยู่
"ในแถบเอเชียประเทศที่มีการขาดดุลแฝด โดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัด มีอินโดนีเซีย อินเดีย และไทย ซึ่งในส่วนของอินโดฯ และอินเดีย เผชิญกับแรงขายและเงินทุนไหลออกของนักลงทุนต่างประเทศไปแล้ว ส่วนของไทยที่มีขาดดุลบัญชีเดินสะพัดนั้น เขาอาจยังมองว่าเราขาดดุลเพราะนำเข้าทองคำมาก แต่เราก็มีจุดอ่อนเรื่องการส่งออก แม้ส่งออกเราจะดีขึ้น แต่ไม่ได้สะท้อนการแข่งขันที่ดีตาม เขาอาจมองเราเป็นจุดอ่อนได้ ช่วงนี้โชคดีเป็นช่วงที่การ Tapering ยืดออกไป จึงทำให้เราพอจะซื้อเวลาได้บ้าง"
ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่น ความไม่สงบทางการเมืองนั้น นางรุ่ง บอกว่า ในระยะสั้นอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อการบริโภคบ้าง ส่วนระยะยาวอาจมีผลต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศได้เช่นกัน ขณะที่การเบิกจ่ายของภาครัฐนั้น หากไม่เป็นไปตามที่คาดหวังเอาไว้ก็มีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีหน้าได้ด้วย
สศช.เห็นพ้องปีหน้าเศรษฐกิจฟื้น
นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล ที่ปรึกษานโยบายและแผนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2557 นั้น จะมีแนวโน้มที่ปรับตัวดีขึ้น โดยมองว่าจีดีพีน่าจะมีการเติบโตระดับ 4-5% แม้จะยังไม่มีพระเอกที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยที่ชัดเจน แต่มองว่าจะเกิดจากหลายภาคส่วนที่มีแนวโน้มดีขึ้นจากภาคการส่งออกที่จะปรับตัวดีขึ้น และการลงทุนของภาครัฐบาลทั้งโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท และ โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท
โดยในปี 2557 นั้นเชื่อว่ายังไม่มีมุมมองใดให้นโยบายการเงินจะต้องเข้มงวดกว่านี้ แต่ต้องดูว่าจะผ่อนคลายหรือไม่ ส่วนนโยบายการคลังชัดเจนว่าเริ่มผ่อนคลาย ซึ่งจะเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน ซึ่งนโยบายการเงินและการคลังต้องสอดประสานกัน และช่วยกันดูแล ช่วง 2-3 ปีนี้เหมือนเป็นช่วงที่เปลี่ยนผ่านของประเทศไทยเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในการรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่จะมากขึ้น
สำหรับปัจจัยเสี่ยงในปี 2557 นั้น เป็นเรื่องของเศรษฐกิจในต่างประเทศ ไม่ได้มีผลเฉพาะในทางตรงจากการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ยังถูกกระทบในด้านความเชื่อมั่นของเศรษฐกิจไทยด้วย บรรยากาศการเมืองที่ไม่เป็นบวกเท่าไร
แต่กระนั้น สิ่งที่น่าสังเกตในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะที่ผ่านมา คือ เศรษฐกิจไทยไม่ได้เติบโตจากการเพิ่มศักยภาพของประชาชนในประเทศ หรือนวัตกรรมที่ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มของการส่งออกสินค้า แต่กลับกลายเป็นการส่งออกสินค้าทุน หรือสินค้าที่เน้นทรัพยากรเป็นหลักที่จะนำเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องเร่งคือการพัฒนานวัตกรรมให้มีการผลิตสินค้าที่ใช้นวัตกรรมมากขึ้น รวมถึงพัฒนาระดับการศึกษาของเยาวชนให้มีคุณภาพมากขึ้น และช่วยพัฒนาไปสู่สังคมนวัตกรรม ทำให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตที่แข็งแกร่ง
"การเมือง-2ล้านล้าน" จุดเสี่ยง ศก.
นายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้าเชื่อว่าจะขยายตัวได้ดีกว่าปีนี้ โดยเศรษฐกิจไทยในปี 2556 ต้องถือว่ามีอัตราการเติบโตที่ชะลอกว่าที่คาดเอาไว้ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับช่วงต้นปี โดยภาคที่โตดีสุด คือ ในภาคของการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ประมาณ 14-15%
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยปีนี้ถือว่ามีเสถียรภาพที่ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับต่ำ รวมถึงดุลบัญชีเดินสะพัดที่ไม่ได้ขาดดุลมากจนเกินไป ทั้งหมดนี้ถือเป็นพื้นฐานที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ดีพอสมควร
สำหรับปัจจัยด้านการเมืองนั้น ถือเป็นความเสี่ยงในระยะต่อไปเช่นกัน เพราะอาจมีผลต่อการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวบ้าง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนและญี่ปุ่นที่ค่อนข้างอ่อนไหวกับเรื่องเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็อาจมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ เพราะปัจจุบันนักลงทุนเหล่านี้ค่อนข้างคาดหวังกับการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทของไทย
"ที่มีผลเชิงประจักษ์ คือ นโยบายการคลัง เรื่องการใช้จ่าย 2 ล้านล้านบาท ตรงนี้คงต้องดูว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้หรือไม่ ซึ่งนักลงทุนต่างประเทศเขาก็เป็นห่วงว่าเงิน 2 ล้านล้านบาทตรงนี้จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้เมื่อไร จึงถือเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยปีหน้า" นายพิสิทธิ์กล่าว








