"หอการค้า"ห่วงการเมืองยืดเยื้อ-รุนแรงทำเศรษฐกิจพัง วอนทุกฝ่ายเร่งหาทางออก เผยต่างชาติเริ่มถามสถานการณ์การเมืองในไทยมากขึ้น
สัมมนาหอการค้าทั่วประเทศประจำปีวานนี้ (23 พ.ย.) ที่จ.ตรัง สมาชิกหอการค้าต่างพากันกังวลสถานการณ์การเมืองในขณะนี้ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น หากสถานการณ์การชุมนุมยืดเยื้อและนำไปสู่ความรุนแรง
การสัมมนาในครั้งนี้จัดขึ้นในช่วงเดียวกับ กลุ่มผู้ชุมนุมเวทีราชดำเนินของพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชุมนุมใหญ่ในวันที่ 24 พ.ย.นี้ และในครั้งนี้ไม่มีตัวแทนภาครัฐเข้าร่วมด้วย จากเดิมที่หอการค้าไทยเชิญนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดสัมมนา แต่ได้ยกเลิกคำเชิญเพราะเกรงว่าจะเกิดสถานการณ์วุ่นวายขึ้น
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยหลังเป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ว่า เศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองอย่างชัดเจน ในขณะนี้ และมีความเป็นห่วงว่าหากเกิดความรุนแรงและยืดเยื้อก็จะส่งผลกระทบมากขึ้น
“ช่วงนี้ เราเป็นห่วงจริงๆ เพราะการเมืองจากนี้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมคงไปบอกไม่ได้ว่าควรจะทำอย่างไร แต่สิ่งที่อยากเห็นคืออย่าให้รุนแรง และยืดเยื้อ เพราะเป็นความกังวลของพวกเราเอกชนที่มาประชุมกันในที่นี้ ” นายอิสระกล่าว
นายอิสระกล่าวอีกว่าเอกชนไม่มีข้อมูลเรื่องการเมืองมาก จึงไม่อยากวิจารณ์ แต่ในเบื้องต้น หากการยุบสภาเกิดขึ้นจริง ก็จะต้องใช้เวลาอีกระยะในการเลือกตั้ง และจะทำให้การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก
เช่นเดียวกับ นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล ประธานกิตติมศักดิ์ หอการค้าไทย กล่าวว่า เอกชนได้แต่หวังว่าไม่อยากให้ปัญหาการเมืองรุนแรงไปกว่านี้ ทั้งรัฐบาลและกลุ่มผู้ต่อต้าน ควรจะหาวิธีร่วมกันที่จะทำให้ปัญหาทุกอย่างจบลงโดยดี ส่วนการยุบสภา หรือลาออก ต้องตอบให้ได้ก่อนว่า เมื่อยุบสภาหรือลาออก ปัญหาจะจบหรือไม่ หรือหากเลือกตั้งใหม่ รัฐบาลชุดเดิมก็อาจจะกลับมาอีก
"ขณะนี้ลูกค้าในต่างประเทศได้สอบถามสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยแสดงความกังวลต่อความสามารถการขนส่งสินค้าของไทย เบื้องต้นยังไม่ได้รับการผลกระทบคำสั่งซื้อยังคงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่เป็นห่วงว่าหากเกิดความรุนแรง และความกังวลของลูกค้าในต่างประเทศเป็นเวลานานจะทำให้การส่งออกได้รับผลกระทบ"นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
วอน 2 ฝ่ายถอยเลี่ยงเผชิญหน้า
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า หากการเมืองมีปัญหาจะกระทบกับเศรษฐกิจ เพราะเป็นสิ่งที่ควบคู่กันจนแยกไม่ออก หากยืดเยื้อนานเท่าไร ยิ่งเสียหายมากขึ้นเท่านั้น
"ทางออกที่ดีที่สุดของการแก้ไขปัญหาการเมือง โดยให้แต่ละฝ่ายพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศและถอย หากไม่เกิดผลดีกับประเทศ เพื่อกลับไปหาวิธีที่ดีที่สุด ในการแก้ไขปัญหาต่อไป โดยการถอยไม่ได้เป็นการแพ้ แต่ให้มองภาพรวมของประเทศที่หากได้ประโยชน์ก็ควรถอย"
สหพัฒน์แนะทางออกยุบสภา
ด้านนายบุญชัย โชควัฒนา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานกรรมการบริหาร บมจ. สหพัฒนพิบูล กล่าวว่า กำลังซื้อสินค้าทั่วไปของผู้บริโภคปีนี้ลดลงไปประมาณ 10-20% ขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยกำลังซื้อหายไปมากถึง 40-50% เนื่องจากนโยบายรถคันแรกของรัฐบาลที่ออกมาในช่วงต้นปี รวมถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับสถานการณ์การเมืองที่วุ่นวาย ส่งผลให้ผู้บริโภคหมดอารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอย
นายบุญชัยกล่าวว่าเศรษฐกิจปีนี้น่าจะไม่ขยายตัว หรือโตอยู่ในระดับ 0% เท่านั้น แต่หากสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ยังยืดเยื้อออกไปอีก 3-6 เดือน เชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีหน้าถึงขั้นอาจติดลบได้
"ตอนนี้ทุกอย่างน่าเป็นห่วง เพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์อะไรเยอะแบบนี้ ทางออกของรัฐบาลก็มีอยู่หลายทาง ทั้งการยุบสภาและการลาออก แต่คิดว่าวิธีการยุบสภาน่าจะทำได้ง่ายที่สุด ซึ่งจะช่วยทำให้เศรษฐกิจปีหน้าดีขึ้นบ้าง จึงอยากให้รัฐบาลรับฟังความเห็นจากคนอื่นและนำไปปฏิบัติบ้าง ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว แต่ไม่ทำอะไรเลย"นายบุญชัย กล่าว
เลิกจำนำข้าวหันจ่ายตรงเกษตรกร
นายบุญชัยกล่าวว่าหากรัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบายประชานิยมบางตัว เช่น โครงการรับจำนำข้าว แล้วนำเงินวงเงินดังกล่าวมาจ่าย ให้ถึงมือเกษตรกรโดยตรง หรืออาจจะนำวงเงินดังกล่าว ไปช่วยปล่อยกู้แทนการกู้นอกระบบแทน น่าจะเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจในประเทศได้ดีกว่า ขณะเดียวกัน รัฐบาลก็ต้องดูแลราคาสินค้าไม่ให้แพงจนเกินไป เพราะเมื่อเกษตรกรมีเงินอยู่ในมือและราคาสินค้าไม่แพง ก็จะทำให้เกิดอารมณ์อยากจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
สำหรับยอดขายของสหพัฒนพิบูลในปีนี้ นายบุญชัยคาดว่าจะโตแค่ 7% จากเดิมที่คาดว่าปีนี้น่าจะขยายตัวได้ถึง 15% หรือรายได้หายไปประมาณ 1,000 ล้านบาท จากเดิมคาดว่าจะมียอดขายรวมอยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาท ส่วนปี 2557 เบื้องต้นตั้งเป้าโตไว้แค่ 10% เท่านั้น เพราะมองว่ากำลังซื้อยังไม่ฟื้นมากนัก บวกกับการแข่งขันส่งเสริมโปรโมชั่นทางการตลาดสูง
จี้ภาคธุรกิจรับมือ 5 ความเสี่ยง
สำหรับในเวทีสัมมนานั้น นายอิสระกล่าวปาฐกถาในการเปิดสัมมนาหัวข้อ “เปลี่ยนหัวคิด ตั้งใจ สู่ชัยชนะ”
นายอิสระ กล่าวว่า 5 ปัจจัยเสี่ยงของการทำธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งเอกชนต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับมือ หากไม่ดำเนินการอะไรก็จะทำให้การแข่งขันของไทยลดลงไปอย่างต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค
ทั้ง 5 ปัจจัยได้แก่ 1. การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ทำให้ประชากรทั่วโลกกว่า 2,700 ล้านคน (39% ของประชากรโลก) เพิ่มขึ้น จากปี 2546 ที่เคยมีผู้ใช้ Internet เพียง 633 ล้านคน (10% ของประชากรโลก) ดังนั้นคำที่ว่า “ปลาใหญ่ย่อมกินปลาเล็ก” จะใช้ไม่ได้อีกแล้ว ปัจจุบันเป็นยุคที่ "ปลาที่ว่ายเร็ว…จะชนะปลา ที่ว่ายช้ากว่า"หรือ "ธุรกิจที่ปรับตัวได้เร็ว จะเป็นฝ่ายได้เปรียบ…ธุรกิจที่ปรับตัวช้ากว่า"
2.การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก (Climate Change) สามารถทำลายชีวิต และธุรกิจของเราได้ ภูมิอากาศแปรปรวนกระทบผลิตผลภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของโลก ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) เป็นประเด็นการพัฒนาสำคัญของโลก พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ใส่ใจสิ่งแวดล้อม คำนึงถึงผลกระทบทางธรรมชาติ แสวงหาการบริโภค สินค้า บริการ และอาหาร ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production)
3.การเปลี่ยนแปลง ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (International Economic Platform Change) สร้างอำนาจการแข่งขัน ด้วยการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาค (Economic Integration) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ตลาดและฐานการผลิตเดียว (Single Market and Production Base) มีการเชื่อมโยงความร่วมมือ ASEAN + 6 (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, อินเดีย, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์) เป็นตลาดขนาดใหญ่ มีโอกาสจากการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงของภูมิภาคไทยจะได้รับประโยชน์ จากการรวมกลุ่มทางภูมิภาคเพราะที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ประเทศไทย เป็นศูนย์กลาง (Hub) ของภูมิภาค เป็นจุดผ่านของ East-West Corridor North-South Corridor Southern Corridor 33 จังหวัดของไทย ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีแนวชายแดน เชื่อมต่อ 4,863 กิโลเมตร
โลกเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
4.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลก (Demographical Structure Change) โลกกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ปัจจุบัน ประชากรผู้สูงอายุของโลก 841 ล้านคน (12% ของประชากรโลกทั้งหมด 7,100 ล้านคน) อีก 37 ปีข้างหน้า ประชากรผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น 2,000 ล้านคน (21% ของประชากรโลกทั้งหมด) ไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ตั้งแต่ ปี 2547 ปัจจุบัน ประชากรผู้สูงอายุ มีจำนวน 8.7 ล้านคน (12.7% ของประชากรทั้งประเทศ) อีก 17 ปีข้างหน้า ประชากรผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 17.7 ล้านคน (25.1% ของประชากรทั้งประเทศ) ลูกหลานของเราจะต้องแบกภาระภาษีเพิ่มขึ้น เกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน เป็นเวลาของการ เพิ่มประสิทธิภาพ กระบวนการผลิต ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเพิ่มขึ้น
5. การเปลี่ยนแปลง สังคมและการเมือง (Social and Political Change) สร้างความเหลื่อมล้ำทางรายได้เพิ่มขึ้น ความเหลื่อมล้ำ ประกอบด้วย ช่องว่างของ การกระจายรายได้ โอกาส (การเข้าถึงการศึกษา และบริการสาธารณสุข, การแสดงออกซึ่งสิทธิ-เสรีภาพ และความคุ้มครองตามกฎหมายโดยเท่าเทียมกัน)ความเหลื่อมล้ำ เป็นรากฐานของปัญหา และ ความขัดแย้งรุนแรง ตัวอย่าง ปรากฏการณ์อาหรับสปริงช






