ห่วงม็อบ-บริโภคฉุดเศรษฐกิจ เอกชนเสนอตั้ง'คนกลาง'หาข้อยุติ-ส่งสัญญาณเศรษฐกิจปีหน้าน่าห่วง
แบงก์ชาติเตรียมเสนอ กนง.ทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ ดึงปัจจัยการเมืองเข้าคำนวณ หลังไตรมาส 3 ต่ำกว่าคาด
เอกชนเสนอทุกฝ่ายถอยคนละก้าว เสนอตั้งคนกลางเจรจาหาข้อยุติ หวั่นการเมืองรุนแรงกระทบเศรษฐกิจ พร้อมส่งสัญญาณเศรษฐกิจปีหน้าน่าเป็นห่วง การบริโภคภายในชะลอตัวหนัก "บุณยสิทธิ์ โชควัฒนา" ฟันธงเศรษฐกิจปีหน้าอาการหนักส่งออก "เสี่ยงติดลบ" เหตุไร้สัญญาณบวกดึงการเติบโต ขอการเมืองนิ่ง
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 27 พ.ย. นี้ ทาง ธปท. จะขอให้ กนง. ทบทวนตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงใหม่ จากเดิมที่เคยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตได้ประมาณ 3.7% โดยการทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจในครั้งนี้ หากมีการเปลี่ยนแปลงแบบมีนัยสำคัญ ก็จะประกาศให้สาธารณชนรับทราบด้วย
สำหรับตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจที่ 3.7% นั้น เป็นการประเมินไว้ในการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา และประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 ต.ค. ซึ่งเป็นการปรับลดตัวเลขลงจากเดิมที่เคยประเมินไว้ว่าจะเติบโตได้ราว 4.2%
“รอบนี้คงมีการนำเรื่องทบทวนประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจเข้าที่ประชุม ซึ่งปกติแล้ว การประชุมครั้งที่จะถึงนี้ จะไม่มีการประกาศตัวเลขให้สาธารณชนรับทราบ แต่หากครั้งนี้ตัวเลขที่ปรับใหม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบมีนัยสำคัญ เราก็คงจะขอประกาศตัวเลขบางตัว เช่น จีดีพี ส่วนตัวเลขเงินเฟ้อคงไม่มีประเด็นอะไร ขณะที่ตัวเลขการส่งออกนั้น ที่ผ่านมาเราได้ปรับลดไปก่อนหน้าแล้ว” นายเมธี กล่าว
เขากล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศออกมานั้น ถือเป็นตัวเลขซึ่งต่ำกว่าที่ ธปท. คาดการณ์ไว้ระดับหนึ่ง โดยการทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจครั้งนี้ ธปท. จะนำปัจจัยด้านการเมืองเข้ามาคำนวณด้วย เพื่อประเมินแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาส 4 และค่าเฉลี่ยทั้งปี
ทั้งนี้ สศช.ได้ประกาศตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 3/2556 ว่า เติบโต 2.7% และปรับคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือ 3% พร้อมหั่นส่งออกเหลือ 0% จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโต 3.8-4.3% ซึ่งตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3 ที่ออกมาถือว่าต่ำกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้
ชงคนกลางยุติม็อบขัดแย้ง
นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนได้ติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด โดยอยากเห็นการเผชิญหน้าทางการเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้จบลงโดยเร็ว อยากให้มีกระบวนการพูดคุยกันด้วยเหตุผล โดยเสนอให้มีผู้ใหญ่ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายช่วยเป็นตัวกลางประสานให้มีการตกลงในวาระที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ที่แต่ละฝ่ายต้องการขึ้นมาวางกันบนโต๊ะ แล้วพูดคุยกันด้วยเหตุผลที่จะนำไปสู่ประโยชน์ส่วนร่วม การเผชิญหน้ากันด้วยการตั้งเวทีต่างคนต่างพูดบนเวทีในมุมของตัวเองไม่ทำให้จบมีแต่จะยิ่งรุนแรงขึ้น
"ผมไม่ขอเสนอรายชื่อบุคคลดังกล่าว แต่อยากให้เกิดการเจรจากันโดยเร็ว เนื่องจากหากสถานการณ์เปลี่ยนไปสู่ความรุนแรงก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว "
หวั่นเศรษฐกิจปีหน้าทรุดหนัก
นายวิชัย กล่าวว่าขณะนี้ภาคเอกชนมองว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีความน่าเป็นห่วงมาก เพราะเริ่มมีการส่งสัญญาณที่ชัดเจนแล้ว ถึงภาวะการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งการลงทุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนมีอัตราการขยายตัวที่ลดลง คาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 4 จะขยายตัวได้แค่ 1%
“ภาคธุรกิจรู้สึกว่าการบริโภคชะลอตัวลงไปมากกว่าที่คาดไว้ และเป็นห่วงว่าจะชะลอตัวเรื่อยๆ ลำพังภาวะเศรษฐกิจที่ไม่มีปัจจัยทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวก็ไม่ดีอยู่แล้ว เพราะว่าการเมืองกับเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก ภาคเอกชนก็หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายด้วยดี หากจบไม่ดีเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้วก็ย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน” นายวิชัย กล่าว
ปีหน้าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศยังน่าเป็นห่วงต่อเนื่องไปอีก ทางหอการค้าทั่วประเทศได้ประชุมร่วมกัน เพื่อส่งสัญญาณให้รัฐบาลเตรียมการรับมือ โดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจและการหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดหลักเดิม เช่น สหรัฐ และยุโรป ต้องเน้นไปยังตลาดอาเซียนมากขึ้น รัฐบาลควรหาวิธีว่าจะทำอย่างไร ให้เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และหาตลาดใหม่ โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนทดแทนตลาดเก่าที่เริ่มอิ่มตัว รวมถึงอำนวยความสะดวกในการทำการค้าชายแดนผ่านด่านชายแดนและเขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ ให้ลงลึกมากขึ้น
แนะสองฝ่ายถอยคนละก้าว
ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ปัญหาการเมืองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจถดถอยลง จึงอยากให้ทุกฝ่ายยืนอยู่บนพื้นฐานประชาธิปไตย แต่ถ้าจะให้ดีขอให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว และเจรจาหาข้อยุติร่วมกันอย่างสันติ โดยปล่อยให้รัฐบาลทำงานไป ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ชุมนุมอยู่ในความสงบ หรืออีกทางหนึ่งคือรัฐบาลยอมยุบสภา แล้วเปิดทางมีการตั้งรัฐบาลแห่งชาติขึ้นมาทำงาน แต่ทั้งนี้จะต้องเห็นชอบด้วยกันทั้งสองฝ่ายด้วย
ทั้งนี้ ในการประชุมวานนี้ (22 พ.ย.) มีการประชุมร่วมเรื่องหอการค้า 5 ภาคเพื่อสรุปสถานการณ์และแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาค ผลการประชุมจะนำเสนอให้วันปิดการประชุมหอการค้าทั่วประเทศ
บิ๊กสหพัฒน์ฟันธงปีหน้าเศรษฐกิจชะลอต่อ
ด้าน นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ ซึ่งประกอบธุรกิจและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย คาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2557 ว่า ยังคงชะลอตัวต่อเนื่องจากปีนี้ โดยเฉพาะภาคการส่งออกที่ปีนี้คาดการณ์ว่าจะเติบโต 0% โดยปี 2557 ภาคการส่งออกมีโอกาสติดลบ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณบวกใดๆ ที่จะเข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตได้ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจในยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่นที่ยังฟื้นตัวไม่มากนัก ส่วนเศรษฐกิจจีนยังอยู่ในภาวะทรงตัว รวมถึงปัญหาการเมืองภายในประเทศ การชุมนุมประท้วงที่ยังไม่คลี่คลาย
ส่วนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ 2 ล้านล้านบาท ที่จะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจปี 2557 หรือไม่นั้น เขากล่าวว่า อาจช่วยพยุงให้เศรษฐกิจพอจะเติบโตได้เท่านั้น แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก ซึ่งหากรัฐบาลต้องการผลักดันให้เศรษฐกิจปี 2557 ฟื้นตัว สิ่งสำคัญอยู่ที่การกำหนดนโยบายดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับอ่อนค่า เพราะจะช่วยให้ภาคการส่งออกปรับตัวดีขึ้น และยังเป็นการป้องกันสินค้านำเข้าจากต่างประเทศทะลักเข้ามา จนส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในไทย
แจงกำลังซื้อปี2556ถดถอยนับแต่ต้มยำกุ้ง
นายบุณยสิทธิ์ ยังกล่าวถึงภาพรวมกำลังซื้อผู้บริโภคในปี 2556 โดยเฉพาะช่วงปลายปีนี้ว่า ถือเป็นภาวะที่ไม่ดี และถดถอยมากที่สุดในรอบ 16 ปี หลังจากเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540
"สถานการณ์กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศช่วงนี้ถือว่าหดตัวแรงมากสุดในรอบ 16 ปี ซึ่งไม่เคยเจอเลยหลังเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ปีหน้าถ้าเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ก็มีโอกาสเผชิญวิกฤติต้มยำกุ้งอีกครั้ง ถ้าเกิดคราวนี้ธุรกิจจะเจ็บตัวกว่าเดิมเพราะผู้ประกอบการระดับล่างจะแย่หมด ต่างจากสมัยก่อนเป็นนายแบงก์ใหญ่และสถาบันการเงินจะเป็นกลุ่มหลักที่ได้รับผลกระทบ"
เขากล่าวว่า หากการเมืองยังเป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจปี 2557 ยังมองไม่ค่อยออกว่าจะปรับตัวดีขึ้นได้อย่างไร ดังนั้นการเมืองจึงต้องนิ่ง ไม่เช่นนั้นภาคธุรกิจปีหน้าจะไม่ฟื้นตัว แนวโน้มการส่งออกปีหน้าก็อาจติดลบ และยังมองไม่ออกว่าจะใช้มาตรการใดผลักดันให้จีดีพีเติบโตได้ 3-4% ตามที่ภาครัฐคาดการณ์
เศรษฐกิจไทย-เทศ กำลังซื้อยังสุ่มเสี่ยง
ด้าน นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงธุรกิจปีหน้าเป็นเรื่องของกำลังซื้อผู้บริโภคว่าจะมีความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยหรือไม่ รวมทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจในและต่างประเทศ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว ก็อาจจะทำให้เงินทุนไหลจากไทย
"ปีหน้าธุรกิจยังเสี่ยงทั้งจากเศรษฐกิจไทยและต่างประเทศ รวมทั้งกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้ปีหน้าเป็นปีที่บริษัทจะต้องมาดูแลควบคุมต้นทุน โดยการพิจารณาธุรกิจหรือบริษัทใดที่เราทำแล้วไม่ใช่ ทำไม่ดี ไม่เก่ง ก็จะตัดทิ้งหรือปิดกิจการไป เพื่อทำให้องค์กรโดยรวมแข็งแกร่งมากขึ้นรองรับการเติบโตในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า หรือช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัว โดยช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเราวิ่งไปก็จัดการบ้านไปด้วย"
ธุรกิจรัดเข็มขัดรับมือปัจจัยลบ
ด้าน นายบุญชัย ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า กล่าวว่า เศรษฐกิจปีหน้ายังมีความเสี่ยงสำหรับภาคธุรกิจ ทำให้บริษัทต้องวางแผนการดำเนินงานอย่างระมัดระวังเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีจากที่ผ่านมา ที่ค่อนข้างวางแผนธุรกิจหวือหวา โดยลงทุนขยายช็อปซาบีน่า ไม่ต่ำกว่า 20 แห่ง จากนี้ไปจะต้องรัดกุม งบประมาณทางการตลาดที่ตั้งไว้ไม่ต่ำกว่าปีนี้ 120 ล้านบาท ก็ต้องใช้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่สำคัญต้องทบทวนแผนธุรกิจทุก 3 เดือน เพื่อปรับตัวให้ทันกับสถานการณ์
ส.อ.ท.กังวลการเมืองฉุดเชื่อมั่นอุตฯ เดือนพ.ย.
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรม เดือนต.ค. 2556 จำนวน 1,042 ราย ครอบคลุม 42 กลุ่มอุตสาหกรรม พบว่าอยู่ที่ระดับ 92.8 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก.ย. ที่ระดับ 90.4 เป็นการปรับขึ้นเป็นเดือนแรกหลังจากปรับตัวลดลงติดต่อกัน 4 เดือน เกิดจากดัชนียอดคำสั่งซื้อ ยอดขายในประเทศและปริมาณการผลิตที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นในกลุ่มอุตฯ แฟชั่น ก่อสร้าง อาหาร และกลุ่มพลังงาน แสดงถึงการบริโภคภายในประเทศมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น สอดคล้องกับดัชนีฯคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 102.4 เพิ่มขึ้นจากระดับ 100.5 ในเดือนก.ย.
"แม้ว่าดัชนีความเชื่อมั่นจะปรับตัวดีขึ้น แต่ยังมีค่าต่ำกว่า 100 จึงแสดงถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการว่าอยู่ในระดับที่ไม่ดีนัก จากความกังวลต่อปัญหาต้นทุนการผลิต ราคาวัตถุดิบ และราคาพลังงาน นอกจากนี้ยังมาจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ผู้ประกอบการมองว่าจะกระทบต่อการดำเนินกิจการ ดังนั้นจะติดตามผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองในเดือนพ.ย. ว่าจะส่งผลกระทบต่อระดับความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอย่างไร" นายพยุงศักดิ์ กล่าว
ทั้งนี้ อยากให้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองจบลงโดยเร็ว เพราะหากปล่อยไว้จะยิ่งร้าวลึก หากปัญหาจบลงจะทำให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้ คาดว่าปี 2557 เศรษฐกิจของประเทศจะสามารถเติบโตได้ประมาณ 5% บวกลบ
รถยนต์ปีนี้พลาดเป้าได้แค่ 2.5 ล้านคัน
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. กล่าวถึงยอดผลิตรถยนต์ ยอดขายในประเทศ และยอดส่งออกเดือนต.ค. ลดลงทั้งหมด โดยมีการผลิตรถยนต์ทั้งสิ้น 185,117 คัน ต่ำกว่า 200,000 คัน เป็นเดือนที่ 3 ลงจากเดือนต.ค. 2555 ประมาณ 26.59% และลดลงจากเดือนก.ย. 4.94%
สำหรับตัวเลขการผลิตล่าสุด 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) อยู่ที่ 2,115,375 คัน คาดว่าถึงสิ้นปีการผลิตคงจะได้ระดับ 2,510,000 คัน แต่คงไม่ถึงเป้าหมายที่ 2,550,000 คัน โดยต้องรอดูยอดจองในงานมอเตอร์โชว์ในเดือนธ.ค. นี้ก่อน ด้วยว่าจะคึกคักหรือไม่ ยอดผลิตที่ต่ำกว่าเป้าเกิดจากทั้งยอดขายภายในประเทศและภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว
"รถยนต์ที่เริ่มมีการผลิตและยอดขายในประเทศที่ลดต่ำขณะนี้ ถือว่าเป็นการปรับสู่ภาวะปกติ หลังจากหมดโครงการรถคันแรก โดยโครงการรถคันแรก 1,250,000 คัน" นายสุรพงษ์ กล่าว








