วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

โกลด์แมนแซคส์ลดน้ำหนักลงทุนหุ้นไทย

โบรกเกอร์ชี้ต่างชาติยังชะลอลงทุนหุ้นไทย ห่วงการเมืองในประเทศ-ลดมาตรการคิวอี ขณะที่ตลาดไม่ห่วงโกลด์แมน แซคส์ ลดน้ำหนักลงทุน

ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวานนี้ (21 พ.ย.) ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง เพราะนักลงทุนพร้อมใจเทขาย เหตุกังวลสถานการณ์การเมืองในประเทศ ส่งผลให้ดัชนีปิดตลาดที่ 1,375.86 จุด ลดลง 28.95 จุด คิดเป็น 2.06% วอลุ่มรวม 3.4 หมื่นล้านบาท

นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส เปิดเผยว่า สาเหตุที่ดัชนีหุ้นไทยวานนี้ (21 พ.ย.) ปรับลดลงแรง เพราะได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบภายในและต่างประเทศ ทั้งการเมืองในประเทศ และแนวโน้มการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ (คิวอี) แต่เชื่อเป็นผลกระทบชั่วคราว เพราะมั่นใจเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้เร็ว

"ช่วงนี้ต่างชาติ อาจยังชะลอการลงทุนตลาดหุ้นไทย เพราะกังวลสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และคาดนักลงทุนในประเทศและสถาบัน ซึ่งมีสัดส่วนลงทุน 75% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมด น่าจะรอจังหวะกลับเข้ามาซื้อหุ้น หลังจากลดน้ำหนักการลงทุนมามากแล้ว"

วานนี้สมาคมฯ จึงนัดประชุมหารือกับบริษัทสมาชิก เพื่อรับมือสถานการณ์การเมืองในประเทศที่อาจเกิดขึ้น และให้การซื้อขายหุ้นดำเนินต่อไปได้ จึงแนะช่วงนี้นักลงทุนชะลอการลงทุนไปก่อน เพื่อรอดูสถานการณ์ต่างๆ ให้ชัดเจน หากเหตุการณ์ไม่รุนแรงดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,300-1,350 จุด

ชี้โบรกนอกลดลงทุนมากกว่า 1 กระทบแน่

นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีที่โกลด์แมน แซคส์ ปรับลดน้ำหนักลงทุนหุ้นไทยน้อยกว่าตลาด (อันเดอร์เวท) จากเดิมเท่าตลาดว่า หากมีโกลด์แมน แซคส์สถาบันเดียว ที่ลดน้ำหนักลงทุนไทย ก็ต้องฟังหูไว้หู และมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยน้อย แต่หากเริ่มมีสถาบันจัดอันดับอื่น ปรับลดลงน้ำหนักลงทุนตลาดหุ้นไทยตามมาอีกหลายแห่ง และให้เหตุผลเดียวกัน ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และจำเป็นต้องรับฟังเขา เพราะจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยมาก

ทั้งนี้ ต้องพิจารณารายละเอียดว่า สิ่งที่เขาปรับลดน้ำหนักการลงทุนตลาดหุ้นไทย มาจากเรื่องอะไรเป็นหลัก หากเรื่องสภาพคล่องตลาดหุ้นคงไม่มีปัญหา แต่ถ้ามาจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของไทย ก็เป็นเรื่องน่ากังวลและมีผลตลาดหุ้นไทย

แนะลงทุนนอกกระจายความเสี่ยง

น.ส.อาภาพร แสวงพรรค ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) พบว่า ผลตอบแทนหุ้นไทยปีนี้ เมื่อเทียบกับผลตอบแทนตลาดหุ้นทั่วโลก ยังไม่น่าสนใจนัก เพราะให้ผลตอบแทนแค่ 3% ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ที่ 11%

"ตลาดหุ้นปีหน้า ผลตอบแทนจากกำไรสุทธิ 14-15% ให้เน้นเทรดดิ้งเป็นหลัก โดยกลุ่มที่มีน่าสนใจ คือ กลุ่มขนส่ง ที่ได้รับอานิสงส์การเข้าสู่เออีซี และกลุ่มอาหารที่มีผลการดำเนินงานอ่อนตัวช่วงที่ผ่านมา จะฟื้นตัวปีหน้ามีแนวรับ 1,350-1,400 จุด ที่พี/อี 12 เท่า และมีแนวต้าน 1,600-1,700 จุด ที่พี/อี 15 เท่า"

การลงทุนในตลาดต่างประเทศ น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ โดยเฉพาะตลาดหุ้นฮ่องกง ที่พี/อี 6-7 เท่า กำไรเติบโต 10-15% หรือสิงคโปร์ที่มีหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ มีพี/อี 12 เท่า และกำไรเติบโต 20-25% ซึ่งน่าสนใจมากที่จะลงทุน เป็นการกระจายความเสี่ยง และสัดส่วนการลงทุนในตลาดต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่า จะรับความเสี่ยงได้มากน้อยเท่าใด

ไม่สะดุดการเมืองลุ้นแตะ 1,500 จุด

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มหุ้นไทยปีหน้ายังขาขึ้น ปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก เม็ดเงินต่างชาติไหลจากตลาดตราสารหนี้สู่ตลาดหุ้น และเป็นช่วงเริ่มต้นของวงจรเศรษฐกิจ หากไม่มีการเมืองมากดดันรุนแรง ดัชนีหุ้นไทยจะไปถึง 1,500 จุดอีกครั้งได้ไม่ยาก

"เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ จะกลับลงทุนหุ้นไทย หลังจากปีนี้ตั้งแต่ต้นปีขายสุทธิแล้ว 1.3 แสนล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิ 4 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท"

ปัจจัยที่จะทำให้เม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ กลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง คือความชัดเจนนโยบายรัฐบาล ช่วงที่ผ่านมาได้เดินทางไปโรดโชว์ต่างประเทศต่อเนื่อง พบว่าต่างประเทศให้ความสนใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทย และเข้ามาลงทุนช่วงก่อนหน้า ขณะนี้เริ่มเกิดความไม่มั่นใจในความสามารถของรัฐบาลที่จะทำให้โครงการนี้เกิดขึ้น ซึ่งกระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุน หากรัฐบาลสร้างความชัดเจนด้านนโยบายได้ ความเชื่อมั่นใจการลงทุนก็จะกลับมา

"ตอนนี้ทุกเซคเตอร์ถูกอันเดอร์เวทหมดแล้ว เว้นแต่เซคเตอร์ที่เติบโตได้เองโดยไม่พึ่งรัฐบาล"

"เอ็มทีเอส"ชี้นักลงทุนเจ๊งทอง31%

น.พ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า ภาพรวมผลตอบแทนการลงทุนทองคำปีนี้ไม่ค่อยดีนัก หลังราคาทองคำปรับลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 1.88 หมื่นบาท จากต้นปีอยู่ที่ 2.4 หมื่นบาท และยังมีแนวโน้มปรับลดลงอีกในเดือนธ.ค.โดยมองจุดต่ำสุดปีนี้ที่ 1,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือ 1.81 หมื่นบาทต่อบาททอง ส่งผลให้นักลงทุนที่ถือทองคำตั้งแต่ต้นปีในรูปแบบเงินดอลลาร์จะขาดทุน 31% และในรูปเงินบาทจะขาดทุน 26%

"ทองคำน่าจะอยู่ในช่วงขาลงไปจนถึงไตรมาส 1 ปีหน้า โดย มีโอกาสลดไปที่ 1,100- 1,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรือคิดเป็นราคาเงินบาทจะอยู่ระดับ 1.8 หมื่นบาทต่อบาททอง แต่คงไม่หลุดต่ำกว่า 1,000 ดอลลาร์ต่ออนซ์ เพราะราคาใกล้เคียงกับต้นทุนหน้าเหมืองแล้ว"

สาเหตุที่ราคาทองคำมีแนวโน้มขาลงต่อเนื่อง ผลจากตลาดกังวลว่า ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว สหรัฐต้องยกเลิกมาตรการคิวอี หลังเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัว ทำให้นักลงทุนโยกเงินกลับเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ จนทำให้ดาวโจนส์ทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ และไม่มีปัจจัยบวกชัดเจนสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นได้

ประกอบกับกองทุนเอสพีดีอาร์ ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ ที่ถือครองทองคำเทขายออกมาต่อเนื่อง ล่าสุดขายทองออกมาอีก 2 ตัน ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดถือครองเหลือ 860 ตัน ลดลง 38% จากต้นปีที่ 1,350 ตัน ดังนั้นปีนี้ใครที่ซื้อทองคำไว้แล้วถือยาว โดยไม่ได้ขายออกมาจะขาดทุน

แนะเข้าออกทองเร็วใน7วัน

"นักลงทุนต้องปรับตัวให้ทัน โดยกลุ่มที่ลงทุนระยะสั้น ควรเข้าและออกเร็วภายใน 7 วัน ส่วนในตลาดโกลด์ ฟิวเจอร์ส ผู้ที่ถือสถานะชอร์ต (SHORT) หรือขายก่อนแล้วซื้อภายหลัง เพราะทำให้ได้รับกำไรอย่างน้อย 30% แต่หากถือสถานะลอง (LONG) ซื้อจะขาดทุนอย่างน้อย 30% พร้อมทั้งปรับกลยุทธ์ใหม่ ซึ่งต้องขายก่อนซื้อ จากเดิมที่คนไทยติดนิสัยซื้อก่อนและขายทีหลัง จนทำให้ต้องติดดอย"

ทั้งนี้ไม่เฉพาะนักลงทุนระยะยาว ที่ขาดทุนทองขาลง แต่โรงรับจำนำก็บาดเจ็บสาหัส เพราะต้นเดือนเม.ย. ราคาอยู่ที่บาทละ 2.2 หมื่นบาท แต่ปัจจุบันราคาลดลงมาก ทำให้โรงรับจำนำขาดทุนกำไร จึงต้องปรับกลยุทธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยนำทองคำที่จะหลุดจำนำออกมาขายล่วงหน้าก่อน จากเดิมจะขายเมื่อทองหลุดจำนำหากขายทองที่หลุดจำนำจะได้กำไร 20% แต่หากราคาทองลดลงจะได้กำไร 3-5% จึงไม่คุ้มกับการทำธุรกิจ

ในช่วงที่ราคาทองปรับลดลง พบว่า ทองรูปพรรณขายดีมากขึ้น โดยเฉพาะในตลาดต่างจังหวัด ประชาชนที่รอซื้อทองเป็นเครื่องประดับกลับเข้าซื้อมากขึ้น ส่วนทองคำแท่งซื้อขายลดลง ทำให้ 10 เดือนของปีนี้ บริษัทนำเข้าทองคำแท่งลดลง 45% ปัญหาการเมืองในประเทศไม่มีผลกับราคาทองคำโดยตรง แต่มีผลกับค่าเงินบาท ซึ่งมีแนวโน้มทำให้อ่อนค่าลงไปอยู่ที่ 32 บาทต่อดอลลาร์ได้ หากเงินบาทแข็ง หรืออ่อนค่าลงทุก 1 บาท จะมีผลกับราคาทองคำ 750-800 บาท