ต่างชาติ-สถาบัน เทขายกดหุ้นไทยทรุดต่อ หลังศาลรธน.ตัดสินไม่ยุบพท. ชี้การเมืองยังเป็นประเด็นร้อน จับตา 2 ฝั่งยกระดับชุมนุม แนะถือเงินสด
วานนี้ (20 พ.ย.) หุ้นไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่องจากวันก่อน หลังคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของส.ว. เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พร้อมกับมีมติ 5 ต่อ 4 เสียงเห็นว่าการแก้ไขดังกล่าว เป็นกระทำเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย แต่ไม่ยุบพรรคเพื่อไทย พร้อมกับพรรคการเมืองอื่นๆ รวม 6 พรรค
ผลการวินิจฉัยดังกล่าว ส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนหุ้นไทยวานนี้ (20 พ.ย.) ปิดตลาดดัชนีอยู่ที่ 1,404.81 จุด ลดลง 7.63 จุด หรือ 0.54% ระหว่างวันปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำสุดที่ 1,401.50 จุด มูลค่าการซื้อขาย 41,697.27 ล้านบาท โดยต่างชาติขายสุทธิ 4,018 ล้านบาท สถาบันขายสุทธิ 1,771 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ซื้อสุทธิ 763 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 5,025 ล้านบาท
นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนะสิน กล่าวว่า กรณีคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มาส.ว. ผลออกมาตามที่คาดการณ์ คือ ขัดรัฐธรรมนูญบางมาตรา แต่ไม่ต้องยุบพรรค ส่งผลหุ้นไทยปรับตัวลดลงเล็กน้อย หลังจากศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ทั้งนี้ประเมินดัชนีจะไม่ปรับตัวลดต่ำไปกว่า 1,400 จุด แต่ต้องติดตามดูว่า ความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ หลังจากแกนนำคนเสื้อแดงประกาศยกระดับการชุมนุม
แนวโน้มตลาดหุ้นไทยจากนี้ ต้องจับตาดูประเด็นทางการเมืองเป็นหลัก ส่วนช่วงปลายปีจะมีแรงซื้อกองทุนแอลทีเอฟ และอาร์เอ็มเอฟเข้ามาผลักดันวอลุ่ม ส่วนกรณีเรื่องการผ่านร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านนั้น หากไม่ผ่านศาลอีกก็จะทำให้อัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยปี 2557 เติบโตไม่มากนัก
"ยังคงแนะนำการลงทุนในหุ้น 60% ทองคำ 40% ตราสารหนี้ 20% และอีก 15% ให้ถือเงินสด เพื่อรอเข้าลงทุน หากดัชนีปรับตัวลดลงอีกครั้งจากแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ ระดับที่น่าเข้าลงทุนคือ 1,380 จุด"
ส่วนนายภาดล วรรณรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า หุ้นไทยปรับตัวลดลง โดยเฉพาะช่วงบ่ายซึ่งปรับลดลงกว่า 10 จุด หลังจากทราบผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ทำให้นักลงทุนขายทำกำไร เพราะสถานการณ์ทางการเมือง มีโอกาสยืดเยื้อออกไป และต้องมีการจับตาดูด้วยว่า ส.ส.และส.ว.ทั้ง 312 คนที่ลงนามเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว จะถูกยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่
ดังนั้นช่วงนี้ตลาดคงจะแกว่งตัวต่อไป เชื่อต่างชาติคงจะชะลอการลงทุน และไม่คาดหวังว่าจะกลับมาซื้อในช่วงที่เหลือของปีนี้ ดังนั้น นักลงทุนควรขายทำกำไรออกไปก่อน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจะได้รับผลกระทบมากหากเศรษฐกิจชะลอตัวจากการเมือง แต่ยังเลือกซื้อหุ้นรายตัวได้ ส่วนแนวรับ 1,400-1,380 จุด ส่วนแนวต้าน 1,420-1,415 จุด
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยทางการเมือง โดยเฉพาะการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว. ซึ่งจะมีผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาล จึงน่าจะยังมีน้ำหนักกดดันแนวโน้มดัชนีหุ้นวานนี้มาก
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบเรื่องการปรับลดประมาณการอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิ ของฝ่ายวิจัย ก็ทำให้หุ้นไทยขึ้นไปแตะพี/อี ที่เกินกว่า 15 เท่า ซึ่งนับว่าอยู่ในระดับที่แพง เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชีย โดยปัจจุบัน พี/อี ตลาดหุ้นไทยเป็นรอง ฟิลิปปินส์ และ มาเลเซีย ซึ่งมีค่าที่ 18.5 เท่า และ 16.8 เท่าตามลำดับ ตรงกันข้ามประเทศที่มีพี/อี ต่ำสุดในภูมิภาคนี้คือ จีน คือเพียง 9.3 เท่า
ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยแนะนำให้ถือหุ้น 30% ของเงินลงทุน หากสถานการณ์การเมืองยังไม่ลดความร้อนแรง แนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นที่มีคุณสมบัติคือ ผันผวนน้อยกว่าดัชนี พี/อี ต่ำ หรือน้อยกว่า 12 เท่า และจ่ายปันผลสูง คือ มากกว่าหรือเท่ากับ 4%
นายกรวุฒิ ลีนะบรรจง กรรมการผู้จัดการ สายการลงทุน บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจัยที่มีผลต่อการลงทุนขณะนี้ คือ โอกาสการชะลอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ซึ่งส่งผลให้มีเงินส่วนหนึ่งไหลออกจากประเทศเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย และยังได้รับแรงกดดันจากปัจจัยการเมืองในประเทศ ที่ยังไม่มีความชัดเจนว่า จะมีทางออกอย่างไร ส่งผลให้นักลงทุนชะลอการลงทุนออกไปก่อนในระยะสั้น
นอกจากนี้ เขาเชื่อว่า ในช่วงที่เหลือของปี ตลาดทุนไทยจะได้อานิสงส์จากเงินไหลเข้าส่วนหนึ่ง จากกองทุนประหยัดภาษีที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นที่จะช่วยพยุงตลาดเอาไว้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัจจัยการเมือง ยังเป็นปัจจัยลบระยะสั้นสำหรับหุ้นไทย ทั้งนี้ยูโอบี (สิงคโปร์) ยังให้น้ำหนักการลงทุนในระยะกลางถึงยาวในตลาดหุ้นไทยมากกว่าดัชนีเทียบวัด








