วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดแผน5ปี'ไมเนอร์'ทุ่มลงทุน 3.7หมื่นล.

"ไมเนอร์"ตั้งงบลงทุน 5 ปี 3-3.7 หมื่นล้านบาท เป็นงบซื้อกิจการใหม่กว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ดันกำไรโตเฉลี่ยปีละ 15-20%

นายชัยพัฒน์ ไพฑูรย์ รองประธานกรรมการฝ่ายกลยุทธ์ บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (MINT) ซึ่งทำธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร กล่าวว่า คณะการบริษัทได้อนุมัติแผนลงทุน 5 ปี (ปี 2557-2561) วงเงินรวม 3- 3.7 หมื่นล้านบาท เพื่อสร้างการเติบโตให้บริษัทในช่วง 5 ปีข้างหน้าเฉลี่ยปีละ 15-20% โดยเป็นการลงทุนตามแผนงานที่ได้มีวางแผนไว้เพื่อต่อยอดธุรกิจเดิมที่มีอยู่ 2-2.5 หมื่นล้านบาท และกันไว้สำหรับการลงทุนใหม่ๆ รวมถึงการซื้อกิจการในต่างประเทศอีกประมาณ 1-1.2 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ การลงทุนในช่วง 5 ปีส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในธุรกิจโรงแรม โดยตั้งเป้าว่าจะเพิ่มจำนวนโรงแรมเป็นมากกว่า 160 แห่ง จากปัจจุบันมีอยู่แล้ว 100 แห่ง เพิ่มจำนวนธุรกิจที่อยู่อาศัยให้มากกว่า 200 ยูนิต มีจำนวนร้านอาหารให้มากกว่า 2.6 พันสาขา จากปัจจุบันมีอยู่ 1.4 พันสาขา และมีธุรกิจค้าปลีกกว่า 350 แห่ง นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายจะเพิ่มรายได้และกำไรจากธุรกิจในต่างประเทศเป็น 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 36%

สำหรับการจัดหาเงินลงทุนนั้น บริษัทมั่นใจว่า สามารถบริหารเงินลงทุนได้ โดยที่ไม่ต้องเพิ่มทุน โดยในส่วนของเงินลงทุนตามแผนงานที่มีอยู่ จะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน ส่วนเงินลงทุนสำหรับโอกาสใหม่ๆ นั้นบริษัทยังมีช่องให้สามารถกู้เงินได้ จากสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่ยังอยู่ในระดับต่ำ

"แผนการลงทุน 5 ปีที่บอร์ดอนุมัติไม่ค่อยแตกต่างจากแผนเดิม เพราะเป็นแผนงานที่ปรับทุกปี เพียงแต่จะมีการเพิ่มรายละเอียดกลยุทธ์เข้าไป กลยุทธ์หลักยังคงมองหาโอกาสการขยายลงทุนในต่างประเทศ ทั้งการซื้อกิจการโรงแรม และซื้อแบรนด์มาบริหาร โดยเน้นในภูมิภาคที่มีการลงทุนอยู่แล้ว และมีศักยภาพในการเติบโต ทั้งเอเชีย ตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ โดยยังไม่มีแผนลงทุนในสหรัฐฯและยุโรป"

นายชัยพัฒน์ กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในปีนี้ เติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ โดยในช่วงไตรมาส 3 มีกำไรสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ ซึ่งมีกำไรสุทธิ 707 ล้านบาท ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะมีกำไร 650 ล้านบาท เป็นผลจากการดำเนินงานที่โดดเด่นทั้งธุรกิจโรงแรมและอาหาร ซึ่งมองว่าจะมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 4 แม้ว่าจะมีเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง และความกังวลว่ากำลังซื้อในประเทศจะหดตัว

"การชุมนุมทางการเมืองส่งผลกระทบต่อบริษัทน้อย เพราะโรงแรมในเขตกรุงเทพฯมีสัดส่วนต่อรายได้รวมของบริษัทเพียง 10% จากการขยายการลงทุนไปต่างจังหวัด และต่างประเทศมากขึ้น ดังนั้นแม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นก็จะกระทบกับบริษัทไม่เกิน 10%"

เขากล่าวว่า จากการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง ทำให้ขนาดของบริษัทใหญ่ขึ้น และทำให้บริษัทเริ่มอยู่ในความสนใจของนักลงทุนสถาบันต่างชาติมากขึ้น โดยล่าสุดมีสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติแล้วกว่า 30% บริษัทจึงยังไม่มีนโยบายที่จะแยกธุรกิจอาหารและโรงแรมออกจากกัน เพราะจะทำให้ขนาดของบริษัทเล็กลง โดยในช่วง 5 ปีข้างหน้าบริษัทคาดว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป)ของบริษัทจะเติบโตตามผลประกอบการที่โตเฉลี่ย 15-20% ต่อปี

บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์ว่า แนวโน้มไตรมาส 4 ปีนี้ บริษัทไมเนอร์ ยังเติบโตต่อเนื่องจากทุกธุรกิจการ แม้ธุรกิจโรงแรมมีแรงกดดันจากสถานการณ์การชุมนุมในประเทศ แต่เนื่องจากการชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบ บวกกับโรงแรมของบริษัทในกรุงเทพฯอยู่ไกลจากสถานที่ชุมนุม ทำให้เชื่อว่าธุรกิจโรงแรม จะไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัย

ด้านธุรกิจอาหาร เชื่อว่าอานิสงส์จากช่วงฤดูกาลใช้จ่ายในช่วงเทศกาลปลายปี และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายจะกระตุ้นยอดใช้จ่ายของร้านอาหารเดิมฟื้นตัวดีขึ้น เมื่อบวกกับการขยายสาขาร้านอาหารใหม่ต่อเนื่อง คาดจะผลักดันให้ธุรกิจอาหารยังมีการเติบโตของร้านอาหารรวมไม่ต่ำกว่า 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทั้งปี 2556 คงประมาณการเดิม คาดกำไรสุทธิ 4 พันล้านบาท เติบโต 18% จากปีก่อนหน้า