วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บจ.กำไร9เดือน5.7แสนล้าน

บริษัทจดทะเบียนกำไร 9 เดือนปีนี้ 5.77แสนล้านบาท ขณะที่โบรกหั่นเป้ากำไรทั้งปี 2 รอบรวม 5.18% เหตุผลงานไตรมาส 3 ต่ำคาด

จากการรวบรวมผลดำเนินงานบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 3 ปีนี้ ซึ่งรายงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว 322 บริษัท จากทั้งหมดกว่า 500 บริษัท พบว่ามีรายได้รวม 2.69 ล้านล้านบาท และกำไรสุทธิ 1.96 แสนล้านบาท

โดยแทบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมมีกำไร ยกเว้นกลุ่มขนส่งที่ขาดทุนรวมกว่า 4.1 พันล้านบาท หลักๆเป็นผลมาจากการขาดทุนของบริษัท การบินไทย (THAI) ที่ขาดทุน 6. 1 พันล้านบาท นอกจากนี้กลุ่มเหล็กขาดทุนในช่วงไตรมาส 3 กว่า 2.3 พันล้านบาท หลักๆ เป็นผลมาจากการขาดทุนของบริษัท สหวิริยาสตีล อินดัสตรี(SSI) ที่ขาดทุนในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้กว่า 2.9 พันล้านบาท ขณะที่กลุ่มเหมืองขาดทุน 44.8 ล้านบาท ตามการขาดทุนของบริษัท ผาแดงอินดัสทรี ( PDI)

สำหรับงวด 9 เดือนปีนี้ พบว่าบจ.มีรายได้รวม 7.81 ล้านล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 5.77 แสนล้านบาท โดยกลุ่มพลังงานมีกำไรสูงสุด คือ 1.71 แสนล้านบาท รองลงมาคือกลุ่มธนาคารพาณิชย์ มีกำไรสุทธิ 1.53 แสนล้านบาท กลุ่มไอซีทีกำไรสุทธิ 4.6 หมื่นล้านบาท กลุ่มอสังหาริมทรัพย์กำไร 4.2 หมื่นล้านบาท และกลุ่มก่อสร้างกำไรสุทธิ 3.6 หมื่นล้านบาท

นายเกียรติศักดิ์ เจนวิภากุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บล.ไทยพาณิชย์ เปิดเผยภาพรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3 ส่วนใหญ่ออกมาต่ำกว่าคาด ผลจากเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว บริษัทที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในประเทศแทบทุกบริษัทผลดำเนินงานชะลอตัว และมีแนวโน้มไม่ดีอย่างที่ประเมินไว้

ทั้งนี้ธนาคารไทยพาณิชย์คาดการเติบโตเศรษฐกิจปีนี้ที่ 3.4% เศรษฐกิจปีหน้า 4.5% โดยรวมการลงทุนภาครัฐเข้าไปด้วย แต่หากโครงการลงทุนภาครัฐ 2 ล้านล้านบาท ไม่สามารถเกิดขึ้น เศรษฐกิจปีหน้าจะโตราว 3.5% ส่วนกำไรบจ.จะโตราว 17%

ส่วนบล.เอซียพลัส มองงวด 6 เดือนแรกปีนี้ บริษัทจดทะเบียนประกาศกำไรสุทธิรวม 4.12 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.84% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และคิดเป็น 48.53% ของประมาณการกำไรทั้งปี 2556

ขณะที่งวดไตรมาส 3 ตัวเลขกำไรออกมายังต่ำกว่าคาด อีกทั้งยังบันทึกรายการพิเศษเข้ามาอีกหลายรายการเข้ามาลดทอนกำไร ทำให้ฝ่ายวิจัยต้องลดคาดการณ์กำไรบจ.ลงเป็นครั้งที่ 2 ของปี โดยผลประกอบการแท้จริงต่ำกว่าคาดของบริษัทใหญ่หลายแห่ง ทำให้คาดว่ากำไรปี 2556 ลดลงจากฐานเดิมประมาณ 5.18% กำไรต่อหุ้นตลาดหุ้นไทยลดลงมาอยู่ที่ 92 - 93 บาท โตประมาณ 8.63% จากเดิมคาดว่าจะโต 14.7%

ด้านนายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์ กรรมการผู้จัดการสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่าแม้ภาวะการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะเป็นปัจจัยให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยนั้น แต่เชื่อว่าบริษัทจดทะเบียนจะยังคงเดินหน้าออกตราสารหนี้ในปีนี้ตามเป้าที่วางไว้ที่ 4 แสนล้านบาท เพื่อหนีอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มปรับขึ้นปีหน้า

"ในช่วงที่เหลือของปีนี้เชื่อว่าบริษัทจดทะเบียนออกตราสารหนี้เพิ่มขึ้นแน่นอน แม้นักลงทุนต่างชาติจะขายตราสารหนี้ไทยออกมาต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงไตรมาสที่ 3 บริษัทจดทะเบียนออกตราสารหนี้มาแล้ว 3.7 แสนล้านบาท ซึ่งช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะมีการออกตราสารหนี้ถึง 4 แสนล้านบาท"

โดยเหตุผลหลักๆที่บริษัทจดทะเบียนจะมีการเร่งออกตราสารหนี้ในช่วงนี้ มาจากบริษัทจดทะเบียนต้องการจะลดความเสี่ยงในการออกตราสารหนี้ในปีต่อไป ที่อาจได้รับผลกระทบจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่งจะทำให้เอกชนมีภาระต้นทุนในการออกตราสารหนี้มากขึ้น

ขณะเดียวกันทิศทางของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี)ของสหรัฐมีความชัดเจนว่าจะหยุดมาตรการคิวอีในปีหน้า จะส่งผลให้เงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้มากขึ้น ขณะที่ภาครัฐบาลอาจมีการออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

โดยแผนการออกพันธบัตรของรัฐบาลในปีหน้า น่าจะอยู่ที่ 7-8 แสนล้านบาท จะเป็นปัจจัยเสี่ยงหนึ่งในการออกตราสารหนี้ในปีหน้า ในเรื่องการตึงตัวของเงินในตลาดตราสารหนี้ได้ จึงเชื่อว่าบริษัทจดทะเบียนน่าจะเห็นปัญหาใน 2 ข้อ และเร่งออกหุ้นกู้ออกมาต่อเนื่อง อย่างในช่วงเดือนที่ผ่านมา บริษัทขนาดใหญ่อย่าง บริษัทซีพีออล จำกัด (มหาชน) ก็ออกหุ้นกู้กว่า 5 หมื่นล้านบาท ทำให้หลังจากนี้น่าจะมีบริษัทจดทะเบียนอื่นๆออกหุ้นกู้ออกมาเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติยังคงเทขายตราสารหนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยวันละ 3,000 -4,000 ล้านบาท โดยปัจจัยหลักๆมาจากภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศเป็นปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐมีตัวเลขเศรษฐกิจดีขึ้นในหลายส่วน แม้ตลาดยังคงคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะหยุดคิวอีปีหน้า แต่ก็มีเม็ดเงินไหลออกโดยส่วนใหญ่จะไหลออกจากตราสารหนี้ระยะสั้น แต่ตราสารหนี้ระยะยาวยังคงซื้อสุทธิอยู่

นอกจากนี้การเมืองยังคงเป็นปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้เงินไหลออกเร็วขึ้น ซึ่งปัจจุบันเม็ดเงินต่างชาติยังคงถือตราสารหนี้ไทย 4-5 หมื่นล้านบาท หากสถานการณ์การเมืองยืดเยื้อ อาจส่งผลให้เงินต่างชาติไหลออกต่อเนื่อง และทำให้ภาพที่ประเมินไว้จากช่วงกลางปี ที่สมาคมประเมินว่านักลงทุนต่างชาติน่าจะซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ไทยปีหน้า เปลี่ยนภาพเป็นปีที่นักลงทุนต่างชาติขายตราสารหนี้ไทยในปีนี้ได้